เกี่ยวกับ ใบหยก
ภาพรวม
ใบหยก (Baiyoke) เป็นชื่อที่คนไทยใช้เรียกทั้ง ตระกูลธุรกิจใบหยก, ใบหยกกรุ๊ป และแบรนด์ธุรกิจโรงแรม–อสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีจุดศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์อยู่ที่ย่าน ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร ภาพจำที่โดดเด่นที่สุดคือ ตึกใบหยก 1 และ ตึกใบหยก 2 หรือ Baiyoke Sky ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ และเชื่อมโยงชื่อ “ใบหยก” เข้ากับธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์อย่างแน่นแฟ้น 1
หมายเหตุ: “ใบหยก” ไม่ได้เป็นแบรนด์สินค้าเพียงแบรนด์เดียวแบบ Coca-Cola หรือ Nike แต่เป็นชื่อของ ตระกูลและกลุ่มธุรกิจ ที่มีธุรกิจหลายประเภท ดังนั้นบทความนี้จะอธิบาย “ใบหยก” ในความหมายของ Baiyoke Group / Baiyoke business family เป็นหลัก
| รายการ | ข้อมูล |
|---|---|
| ชื่อ | ใบหยก / Baiyoke |
| ประเภทธุรกิจ | กลุ่มธุรกิจครอบครัว |
| ประเทศ | ไทย |
| ฐานธุรกิจสำคัญ | กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะย่านประตูน้ำ |
| ธุรกิจหลักในภาพจำ | โรงแรม, อสังหาริมทรัพย์, อาหารและร้านอาหาร |
| สัญลักษณ์สำคัญ | Baiyoke Tower I และ Baiyoke Tower II |
| อาคารที่มีชื่อเสียงที่สุด | Baiyoke Sky Hotel / Baiyoke Tower II |
| ผู้บริหารตระกูลที่เป็นที่รู้จัก | พันธ์เลิศ ใบหยก และทายาทรุ่นถัดมา เช่น ปิยะเลิศ ใบหยก |
| เว็บไซต์กลุ่มโรงแรม | 1 |
จุดเริ่มต้น: จากที่ดินสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
รากฐานของธุรกิจใบหยกมาจากการถือครองและพัฒนาที่ดินในบริเวณ ประตูน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่การค้าสำคัญของกรุงเทพฯ
จากข้อมูลที่ปิยะเลิศ ใบหยกเคยให้สัมภาษณ์ ครอบครัวเริ่มต้นจากรุ่นคุณปู่ซึ่งได้ที่ดินบริเวณประตูน้ำประมาณ 40 ไร่ ก่อนที่รุ่นคุณพ่อจะนำพื้นที่ดังกล่าวมาต่อยอดเป็นธุรกิจ เช่น โรงหนัง อพาร์ตเมนต์ และโรงแรม ก่อนขยายมาสู่โครงการตึกสูง
จุดสำคัญคือธุรกิจไม่ได้เริ่มจากการเป็น “โรงแรมสูงเสียดฟ้า” แต่ค่อย ๆ พัฒนาจาก ที่ดิน → อสังหาริมทรัพย์ → โรงแรม → อาคารขนาดใหญ่ → ธุรกิจบริการและอาหาร
ตึกใบหยก 1
หนึ่งในก้าวสำคัญของครอบครัวคือ Baiyoke Tower I หรือ ตึกใบหยก 1
อาคารแห่งนี้สร้างเสร็จในช่วงทศวรรษ 1980 และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพื้นที่ประตูน้ำ จากย่านตลาดและค้าส่งที่มีอาคารไม่สูงมาก สู่พื้นที่ที่มีอาคารสูงโดดเด่นเหนือภูมิทัศน์ของกรุงเทพฯ
ข้อมูลจาก Council on Tall Buildings and Urban Habitat ระบุว่า Baiyoke Tower I สร้างเสร็จในปี 1987 และถือเป็นโครงการก่อนหน้าที่นำไปสู่การพัฒนา Baiyoke Tower II ในเวลาต่อมา
ปัจจุบันอาคารนี้เป็นที่รู้จักในฐานะที่ตั้งของ Baiyoke Suite Hotel และพื้นที่ค้าส่ง/ค้าปลีกในย่านประตูน้ำ
การเกิดขึ้นของ Baiyoke Tower II
หาก Baiyoke Tower I คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชื่อ “ใบหยก” ในวงการอสังหาริมทรัพย์ Baiyoke Tower II คือโครงการที่ทำให้ชื่อดังกล่าวกลายเป็นระดับประเทศ
แนวคิดโครงการเกิดขึ้นหลังความสำเร็จของตึกแรก โดยมี พันธ์เลิศ ใบหยก (Panlert Baiyoke) เป็นผู้ริเริ่มโครงการในช่วงปลายทศวรรษ 1980 การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1990 และอาคารสร้างเสร็จในปี 1997
อาคารตั้งอยู่ที่ 222 ถนนราชปรารภ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ใจกลางย่านประตูน้ำ
ความยิ่งใหญ่ของตึกใบหยก 2
Baiyoke Tower II มีความสูงทางสถาปัตยกรรมประมาณ 309 เมตร และสูงประมาณ 328.4 เมตรเมื่อรวมเสาอากาศ โดยมีโครงสร้างรวม 88 ชั้น และเป็นอาคารแบบโรงแรม/อาคารสื่อสาร 2
เมื่อเปิดตัว อาคารแห่งนี้มีสถานะสำคัญมากในประเทศไทย เพราะเป็น อาคารที่สูงที่สุดของประเทศไทยในยุคนั้น และครองตำแหน่งดังกล่าวเป็นเวลาประมาณ 19 ปี ก่อนที่ MahaNakhon จะก้าวขึ้นมาแทนในปี 2016
Baiyoke Sky Hotel
ภายใน Baiyoke Tower II คือ Baiyoke Sky Hotel ซึ่งกลายเป็นธุรกิจหลักและภาพจำระดับนานาชาติของกลุ่มใบหยก
โรงแรมเปิดอย่างเป็นทางการในปี 1999 และมีห้องพักประมาณ 673 ห้อง 3
จุดขายของโรงแรมไม่ได้มีเพียงห้องพัก แต่คือการนำ “ความสูงของอาคาร” มาทำให้กลายเป็นประสบการณ์ของลูกค้า องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่:
- ห้องพักบนอาคารสูง
- ร้านอาหารและบุฟเฟต์
- จุดชมวิวกรุงเทพฯ
- Observatory
- Roof Top Bar
- จุดชมวิวแบบหมุน 360 องศา
- พื้นที่จัดเลี้ยงและกิจกรรมต่าง ๆ
เว็บไซต์ของ Baiyoke Hotel Group ยังคงวาง Baiyoke Sky Hotel เป็นหนึ่งในโรงแรมหลักของกลุ่ม และเน้นตำแหน่งที่ตั้งใจกลางกรุงเทพฯ และประสบการณ์ชมวิวเมือง
ใบหยกกับธุรกิจบุฟเฟต์
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ใบหยกแตกต่างจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปคือการเปลี่ยน อาคาร → สถานที่ท่องเที่ยว → ประสบการณ์ด้านอาหาร
Baiyoke Sky มีร้านอาหารหลายรูปแบบ โดยเฉพาะบุฟเฟต์ที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ แนวคิดสำคัญคือการขายมากกว่าอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ขายแพ็กเกจของ อาหาร + วิวกรุงเทพฯ + ตึกสูง + ประสบการณ์ท่องเที่ยว
เว็บไซต์ของกลุ่มโรงแรมระบุว่ามีบุฟเฟต์นานาชาติ รวมอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น และอาหารนานาชาติหลายรายการ รวมถึงกิจกรรมรับประทานอาหารบนชั้นสูงของอาคาร 4
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ชื่อ “ใบหยก” สามารถกลายเป็น tourist brand ได้ ไม่ใช่เพียงชื่อโรงแรม
การขยายธุรกิจ
เมื่อเข้าสู่รุ่นต่อมา ธุรกิจของครอบครัวไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงแรม แหล่งข่าวทางธุรกิจระบุว่ากลุ่มใบหยกมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ อาหาร และธุรกิจอื่น ๆ โดยมี พันธ์เลิศ ใบหยก เป็นบุคคลสำคัญของกลุ่ม และ ปิยะเลิศ ใบหยก เข้ามามีบทบาทในธุรกิจรุ่นที่ 3
ธุรกิจโรงแรมของกลุ่มขยายออกไปนอกเหนือจาก Baiyoke Sky เช่น โรงแรมในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
รุ่นที่ 3 และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจอาหาร
หนึ่งในพัฒนาการที่น่าสนใจคือการที่ ปิยะเลิศ “เบียร์” ใบหยก เข้ามามีบทบาทในการบริหาร เขาเป็นบุตรชายคนโตของพันธ์เลิศ และเข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัวหลังศึกษาต่อด้านการจัดการและการตลาดในอังกฤษ
แนวคิดของรุ่นนี้แตกต่างจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม เพราะนอกจากดูแลโรงแรมแล้ว ยังขยายเข้าสู่ ธุรกิจร้านอาหารและแบรนด์อาหารจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การนำแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง PABLO Cheese Tart และ gram เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยธุรกิจอาหารเกิดขึ้นจากความสนใจส่วนตัวด้านอาหารและประสบการณ์จากญี่ปุ่นของผู้บริหารรุ่นใหม่ 8
ในช่วงหลัง ธุรกิจอาหารยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันปิยะเลิศดำรงตำแหน่ง CEO ในธุรกิจ food holding ที่มีแบรนด์ร้านอาหารอยู่ในพอร์ตหลายแบรนด์ 5
โรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ชื่อ “Baiyoke” ในปัจจุบันจึงครอบคลุมมากกว่า Baiyoke Sky เพียงแห่งเดียว กลุ่มโรงแรมที่เกี่ยวข้องกับ Baiyoke Group มีตัวอย่างเช่น:
- Baiyoke Sky Hotel — โรงแรมแลนด์มาร์กใน Baiyoke Tower II
- Baiyoke Suite Hotel — โรงแรมใน Baiyoke Tower I
- Baiyoke Boutique Hotel
- โรงแรมและโครงการที่พักอื่น ๆ ภายใต้การบริหาร/การลงทุนของกลุ่มในช่วงเวลาต่าง ๆ
เว็บไซต์ทางการของกลุ่มระบุรายชื่อโรงแรมและบริการต่าง ๆ ภายใต้ Baiyoke Hotels และยังมีธุรกิจร้านอาหารและบริการที่เชื่อมโยงกับโรงแรม 6
อัตลักษณ์แบรนด์
ถ้ามอง “ใบหยก” ในฐานะแบรนด์ จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่โลโก้หรือผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง แต่เกิดจาก การสะสมภาพจำทางธุรกิจมาหลายทศวรรษ
1. ความสูง
คำว่า “ใบหยก” ผูกกับตึกสูงอย่างมาก โดยเฉพาะ Baiyoke Tower II ในช่วงหนึ่ง คนไทยแทบจะใช้คำว่า “ตึกใบหยก” เป็น synonym ของตึกสูงในกรุงเทพฯ
2. ประตูน้ำ
Baiyoke มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับย่าน Pratunam ซึ่งเป็นย่านค้าส่งเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงของกรุงเทพฯ ดังนั้นแบรนด์จึงมี positioning ที่น่าสนใจ: Wholesale district → Hotel → Landmark → Tourist destination
3. วิวกรุงเทพฯ
แบรนด์นำ “ความสูง” มาเปลี่ยนเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยว เช่น จุดชมวิว ร้านอาหาร และ rooftop experience
4. อาหาร
Baiyoke ไม่ได้ขายห้องพักอย่างเดียว แต่ใช้ร้านอาหารและบุฟเฟต์เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือดึง traffic เข้าสู่อาคาร
5. Family Business
“ใบหยก” มีลักษณะเป็น family business ที่ส่งต่อการบริหารจากรุ่นสู่รุ่น โดยรุ่นหลังพยายามนำธุรกิจเดิมมาต่อยอดกับธุรกิจใหม่ เช่น technology, online marketing และ food business
Positioning
ถ้าต้องสรุป positioning ของ Baiyoke แบบง่าย ๆ:
“Bangkok landmark built around height, hospitality, food and the Pratunam experience.”
หรือในภาษาไทย:
“แบรนด์ธุรกิจบริการและอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนแลนด์มาร์กใจกลางประตูน้ำให้กลายเป็นประสบการณ์ด้านโรงแรม อาหาร และการชมวิวกรุงเทพฯ”
จุดนี้สำคัญ เพราะ Baiyoke ไม่ได้แข่งขันกับโรงแรม luxury ระดับสากลด้วยภาพลักษณ์เดียวกับโรงแรม 5 ดาวทั่วไป แต่มี brand equity จากสถานที่และประวัติศาสตร์ของอาคาร เป็นข้อได้เปรียบ
ยุคแรก
ก่อนทศวรรษ 1980: ครอบครัวเริ่มสะสมและพัฒนาที่ดินในย่านประตูน้ำ
1980s
Baiyoke Tower I: พัฒนาอาคารสูงแห่งแรกของตระกูล และขยายเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม/อสังหาริมทรัพย์ 7
1990
เริ่มก่อสร้าง Baiyoke Tower II
1997
Baiyoke Tower II สร้างเสร็จ
1999
Baiyoke Sky Hotel เปิดอย่างเป็นทางการ
2000s–2010s
ขยายธุรกิจโรงแรมและธุรกิจบริการ พร้อมพัฒนา Baiyoke Sky ให้เป็นทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว
2010s
เข้าสู่ยุคของทายาทรุ่นใหม่ โดยขยายจาก hospitality และอสังหาริมทรัพย์เข้าสู่ food & restaurant business รวมถึงแบรนด์อาหารจากญี่ปุ่น
2020s
“ใบหยก” มีภาพลักษณ์ที่กว้างขึ้นจากเดิม คือเป็นทั้ง hotel group + real estate family business + food business + personal brand ของทายาทรุ่นใหม่ 9
ทำไม “ใบหยก” ถึงเป็นแบรนด์ที่แข็งแรง?
ถ้าวิเคราะห์ในเชิง branding จริง ๆ ความแข็งแรงของใบหยกมาจาก Place-based Brand Equity กล่าวคือ ลูกค้าไม่ได้จำใบหยกเพราะ advertising เพียงอย่างเดียว แต่จำจากสถานที่จริง:
“ประตูน้ำ → ตึกสูง → Baiyoke → วิวกรุงเทพฯ → บุฟเฟต์ → โรงแรม”
นี่เป็น brand association ที่สร้างขึ้นเป็นเวลาหลายสิบปี และต่างจากแบรนด์โรงแรมทั่วไปตรงที่ ตัวอาคารเองทำหน้าที่เป็น billboard ขนาดยักษ์ให้กับแบรนด์ เพราะ Baiyoke Tower II สามารถมองเห็นได้จากพื้นที่จำนวนมากของกรุงเทพฯ
กรณีศึกษาทางธุรกิจและแบรนด์
ถ้าจะใช้ “ใบหยก” เป็น case study ทางธุรกิจ สามารถแบ่งวิวัฒนาการออกเป็น 4 stages:
- Land → ครอบครัวมีที่ดินในทำเลสำคัญ
- Property → เปลี่ยนที่ดินเป็นอาคารและอสังหาริมทรัพย์
- Landmark → สร้าง Baiyoke Tower II จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ
- Experience → นำโรงแรม อาหาร วิว การท่องเที่ยว และคอนเทนต์มาสร้าง ecosystem รอบ landmark
นี่คือเหตุผลที่ “ใบหยก” มีความน่าสนใจมากในฐานะ Thai family-business case study มากกว่าการมองว่าเป็นเพียง “แบรนด์โรงแรม”
สรุป
ใบหยก (Baiyoke) คือหนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวไทยที่มีรากฐานจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในย่านประตูน้ำ ก่อนขยายเข้าสู่โรงแรมและธุรกิจบริการ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการสร้าง Baiyoke Tower II ซึ่งกลายเป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ และทำให้ชื่อ “ใบหยก” เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ
จากเดิมที่มีแกนหลักคือ อสังหาริมทรัพย์และโรงแรม ธุรกิจได้พัฒนาไปสู่ ร้านอาหาร อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ โดยทายาทรุ่นใหม่มีบทบาทในการนำแบรนด์เข้าสู่ยุคดิจิทัลและสร้างธุรกิจใหม่เพิ่มเติม
ดังนั้น หากนิยามใบหยกในประโยคเดียว:
ใบหยกคือ Thai family-business brand ที่เติบโตจากที่ดินในประตูน้ำ สู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และ landmark ระดับประเทศ ก่อนต่อยอดไปสู่ธุรกิจอาหารและ experience economy ในยุคใหม่
แหล่งอ้างอิง
- Baiyoke Hotel Group – Official Website – Pratunam Hotels
- Baiyoke Tower II
- Baiyoke Tower II
- فندق بايوك سكاي
- คุยกับ “ปิยะเลิศ ใบหยก” ความท้าทายของเจน 3 ในยุคที่ธุรกิจโรงแรมถูก Disrupt
- ปิยะเลิศ ใบหยก ทายาทกลุ่มใบหยก ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงใช้ใจทำงานด้านบริการ
- ทายาทใบหยกกรุ๊ป โชว์วิชัน
- ตระกูล “ใบหยก” อิมพอร์ตร้าน Gram แพนเค้กจากญี่ปุ่น เติมพอร์ตธุรกิจอาหาร
- คุยกับ ‘เบียร์ ใบหยก’ ซีอีโอ FAB ภารกิจแรก ลงพื้นที่ ตรวจสาขา มาก่อนดูตัวเลข




