เกี่ยวกับ Kiehl’s
Kiehl’s Since 1851 เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เส้นผม และผิวกายจากสหรัฐอเมริกาที่มีรากฐานมาจากร้านขายยาแบบดั้งเดิม ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1851 ใน New York City โดยพัฒนาจากร้านขายยาประจำชุมชนจนกลายเป็นบริษัทความงามระดับพรีเมียมระหว่างประเทศ ปัจจุบัน Kiehl’s อยู่ภายใต้การบริหารของ L’Oréal Luxe และวางตำแหน่งแบรนด์ไว้บนพื้นฐานของการผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมร้านขายยา วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ส่วนผสมจากธรรมชาติ การดูแลผิวเฉพาะบุคคล และการมีส่วนร่วมต่อชุมชน 1
ข้อมูลทั่วไป
| หมวดหมู่ | ข้อมูล |
|---|---|
| แบรนด์ | Kiehl’s Since 1851 |
| ปีที่ก่อตั้ง | 1851 |
| แหล่งกำเนิด | New York City, United States |
| ธุรกิจดั้งเดิม | ร้านขายยา / เภสัชกรรม |
| บริษัทแม่ปัจจุบัน | L’Oréal |
| แผนกในเครือ L’Oréal | L’Oréal Luxe |
| หมวดหมู่สินค้าหลัก | ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ดูแลเส้นผม และดูแลผิวกาย |
| ตำแหน่งทางการตลาด | สกินแคร์ระดับพรีเมียม / Prestige |
| อัตลักษณ์หลัก | มรดกร้านขายยา + วิทยาศาสตร์ + ธรรมชาติ |
| สินค้าที่มีชื่อเสียง | มอยส์เจอร์ไรเซอร์ โทนเนอร์ คลีนเซอร์ เซรั่ม ผลิตภัณฑ์ผิวกายและเส้นผม |
| ชื่อ/สโลแกนปัจจุบัน | “Kiehl’s Since 1851” |
L’Oréal เข้าซื้อกิจการ Kiehl’s เมื่อปี 2000 เพื่อนำแบรนด์เข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมของเครือ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาอัตลักษณ์และจุดยืนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Kiehl’s ไว้เช่นเดิม 1
ประวัติความเป็นมา
จุดเริ่มต้นในปี 1851
Kiehl’s มีประวัติย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1851 โดยเริ่มต้นจากการเป็นร้านขายยาใน New York City แทนที่จะก่อตั้งขึ้นเป็นบริษัทเครื่องสำอางสมัยใหม่ รากฐานของแบรนด์จึงผูกพันกับวัฒนธรรม ร้านขายยา/เภสัชกรรมแบบดั้งเดิม ซึ่งให้ความสำคัญกับการปรุงสูตรจากพืชพรรณ ความรู้ด้านยา และการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นกันเอง
ประวัติศาสตร์ดังกล่าวเป็นเหตุผลที่แบรนด์ยังคงใช้วลี “Since 1851” และนิยามตนเองในฐานะผู้ส่งมอบ “Finest Apothecary Skincare” 1
ดังนั้น อัตลักษณ์ดั้งเดิมของ Kiehl’s จึงแตกต่างจากแบรนด์ความงามทั่วไปอย่างชัดเจน โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับผู้เชี่ยวชาญประจำชุมชนที่รวบรวมความรู้ด้าน เภสัชกรรม สมุนไพร และเครื่องสำอาง ไว้ด้วยกัน
ยุคของครอบครัว Morse
ในเวลาต่อมา บริษัทได้ตกอยู่ภายใต้การบริหารของ ครอบครัว Morse โดยมีบุคคลสำคัญสองท่านคือ Irving Morse และบุตรชายของเขา Aaron Morse
Aaron Morse มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน Kiehl’s จากร้านขายยาชุมชนแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นแบรนด์สกินแคร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แนวทางของเขาเน้นย้ำในเรื่อง:
- ความเข้าใจในคุณสมบัติของส่วนผสม
- การใช้ส่วนผสมจากพืชพรรณ
- การคิดค้นสูตรด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์
- การให้บริการลูกค้าอย่างเป็นส่วนตัว
- การแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฟรี
- การทำการตลาดแบบบอกต่อ
- การมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน
แทนที่จะพึ่งพาการโฆษณาแบบสื่อดั้งเดิมเป็นหลัก Kiehl’s ในอดีตเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ผลิตภัณฑ์โดยตรงผ่าน การแจกตัวอย่างและการแนะนำแบบตัวต่อตัว 1
กลยุทธ์ดังกล่าวได้กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของโมเดลธุรกิจ Kiehl’s จนถึงปัจจุบัน
ร้านสาขาประวัติศาสตร์ในนิวยอร์ก
Kiehl’s มีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับร้านสาขาประวัติศาสตร์ในย่าน East Village ของ New York
ร้านสาขานี้มีส่วนสำคัญในการสร้างบุคลิกเฉพาะตัวของแบรนด์ โดยให้ความรู้สึกเหมือนร้านขายยาเก่าแก่มากกว่าเคาน์เตอร์เครื่องสำอางทั่วไป
มรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวได้ส่งอิทธิพลต่ออัตลักษณ์ทางภาพของ Kiehl’s ซึ่งประกอบด้วย:
- บรรจุภัณฑ์แบบเรียบง่าย
- ตัวอักษรที่ได้รับแรงบันดาลใจจากฉลากยาและร้านขายยา
- การสื่อสารที่เน้นข้อมูลส่วนผสมเป็นหลัก
- สไตล์การตกแต่งโทนสีขาวแบบห้องปฏิบัติการ
- ภาพประกอบสไตล์วินเทจ
- ฉลากผลิตภัณฑ์ที่บรรจุข้อมูลอย่างละเอียด
ผลลัพธ์ที่ได้คือแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ ดูเป็นวิชาการและดั้งเดิม แทนที่จะเน้นความหรูหราหรือแฟชั่นนำสมัย
ความแตกต่างนี้ยังคงมีความสำคัญต่อการกำหนดจุดยืนของ Kiehl’s ในปัจจุบัน
ความโปร่งใสเรื่องส่วนผสม
การสื่อสารข้อมูลส่วนผสมถือเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ Kiehl’s มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ
ตามข้อมูลของ Kiehl’s บริษัทเริ่มแสดงข้อมูลส่วนผสมไว้บน ด้านหน้าของบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ปี 1924 ซึ่งนับเป็นเวลาหลายสิบปีก่อนที่กฎหมายสหรัฐอเมริกาจะบังคับให้มีการระบุส่วนผสมในเครื่องสำอางในช่วงทศวรรษ 1960 2
แนวปฏิบัติดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญาหลักของแบรนด์ที่ว่า:
บอกให้ผู้บริโภคทราบว่าในผลิตภัณฑ์มีอะไรบ้าง และอธิบายว่าส่วนผสมเหล่านั้นมีหน้าที่อย่างไร
ในปัจจุบัน Kiehl’s อธิบายว่าสูตรผลิตภัณฑ์ของตนขับเคลื่อนด้วยการผสมผสานระหว่าง ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ โดยใช้ส่วนผสมสำคัญ เช่น:
- Squalane
- Calendula extract
- Hyaluronic acid
- Caffeine
- Lavender oil
- Activated vitamin C
- Beech tree extract
Kiehl’s กับเครือ L’Oréal
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2000 เมื่อ L’Oréal เข้าซื้อกิจการ Kiehl’s
ในขณะนั้น Kiehl’s เป็นธุรกิจสกินแคร์ระดับพรีเมียมที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่ช่องทางการจัดจำหน่ายยังค่อนข้างจำกัด การเข้าซื้อกิจการโดย L’Oréal จึงช่วยเสริมทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศที่จำเป็นต่อการขยายแบรนด์ไปสู่ระดับโลก
L’Oréal ได้ระบุถึง Kiehl’s ในฐานะบริษัทที่มีชื่อเสียงด้าน คุณภาพ การบริการส่วนบุคคล และความเชี่ยวชาญทางเทคนิค พร้อมทั้งวางตำแหน่งการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นการขยายฐานในตลาดความงามระดับพรีเมียม 1
ปัจจุบัน Kiehl’s สังกัดอยู่ในกลุ่ม L’Oréal Luxe ร่วมกับแบรนด์ความงามระดับสูงอื่นๆ 1
สิ่งสำคัญคือ Kiehl’s ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้โดยไม่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นแบรนด์เครื่องสำอางมวลชนทั่วไป
ปรัชญาของแบรนด์
แก่นแท้ของ Kiehl’s สามารถอธิบายผ่านแนวคิดหลัก 4 ประการ ดังนี้:
① มรดกร้านขายยา (Apothecary Heritage)
แบรนด์มุ่งหมายให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความเชี่ยวชาญในแบบเภสัชกรหรือร้านขายยาสมัยก่อน
② ธรรมชาติผสานวิทยาศาสตร์ (Nature + Science)
Kiehl’s นำส่วนผสมจากพืชพรรณมาผสานเข้ากับงานวิจัยเครื่องสำอางสมัยใหม่และเทคโนโลยีการผลิตสูตร 2
③ การบริการเฉพาะบุคคล (Personalized Service)
ในอดีต Kiehl’s เน้นย้ำเรื่องพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งสามารถอธิบายรายละเอียดผลิตภัณฑ์และแนะนำขั้นตอนการดูแลผิวที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลได้
④ ความรับผิดชอบต่อชุมชน (Community Responsibility)
แบรนด์มีความผูกพันกับงานการกุศล ชุมชนท้องถิ่น และประเด็นทางสังคมมาอย่างยาวนาน 2
หมวดหมู่ผลิตภัณฑ์
แม้ Kiehl’s จะเป็น แบรนด์สกินแคร์ เป็นหลัก แต่พอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ยังครอบคลุมมากกว่าแค่การดูแลผิวหน้า
ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า
นี่คือหัวใจสำคัญของธุรกิจ ประกอบด้วย:
- คลีนเซอร์
- โทนเนอร์
- มอยส์เจอร์ไรเซอร์
- น้ำมันบำรุงผิวหน้า
- เซรั่ม
- มาสก์
- ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว
- ผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตา
- ผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย
- ผลิตภัณฑ์กันแดด
ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ได้แก่:
- โลชั่นทาผิว
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกาย
- สครับขัดผิว
- ครีมทามือ
- ทรีตเมนต์บำรุงผิวกาย
ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
Kiehl’s ยังมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน:
- แชมพู
- ครีมนวดผม
- ทรีตเมนต์บำรุงหนังศีรษะ
- มาสก์หมักผม
- น้ำมันและทรีตเมนต์บำรุงเส้นผม
ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย
Kiehl’s มีความแข็งแกร่งในตลาดสกินแคร์และผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองสำหรับผู้ชายมาอย่างยาวนาน ครอบคลุมทั้งคลีนเซอร์ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ผลิตภัณฑ์โกนหนวด และการดูแลเครา
ผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์
มีผลิตภัณฑ์หลายรายการที่กลายเป็นสัญลักษณ์คู่แบรนด์ Kiehl’s
Ultra Facial Cream
นับเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของ Kiehl’s Ultra Facial Cream วางตำแหน่งเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์สำหรับใช้ทุกวัน เพื่อมอบความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวรู้สึกสบาย
ผลิตภัณฑ์นี้เป็นตัวแทนปรัชญาของ Kiehl’s ที่มุ่งสร้างสรรค์สกินแคร์สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป แทนที่จะทำให้ทุกผลิตภัณฑ์ดูยุ่งยาก
Calendula Herbal-Extract Toner
Calendula Herbal-Extract Toner เป็นอีกผลิตภัณฑ์ระดับซิกเนเจอร์ของแบรนด์
อัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์นี้เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับมรดกด้านพืชพรรณและร้านขายยาของ Kiehl’s โดยเฉพาะการใช้ calendula ซึ่งเป็นสารสกัดจากดอกดาวเรือง
Midnight Recovery Concentrate
น้ำมันบำรุงผิวหน้านี้กลายเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่จดจำได้ง่าย และช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์ในหมวดหมู่ทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้าระดับพรีเมียม
Creamy Eye Treatment with Avocado
ผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตาที่มีส่วนผสมหลักจากอะโวคาโดเป็นสินค้าที่อยู่คู่แบรนด์มาอย่างยาวนาน และมีเอกลักษณ์โดดเด่นจากเนื้อครีมที่เนียนนุ่มเป็นพิเศษ
จุดยืนที่แตกต่างของ Kiehl’s
Kiehl’s ครองตำแหน่งที่น่าสนใจท่ามกลางหลากหลายหมวดหมู่ในตลาด
แบรนด์ ไม่ใช่บ้านแฟชั่นหรูแบบดั้งเดิม อย่าง Chanel หรือ Dior
นอกจากนี้ยัง ไม่ได้วางตำแหน่งเป็นแบรนด์เวชสำอางเชิงคลินิกเพียงอย่างเดียว
และแน่นอนว่าไม่ใช่บริษัทสกินแคร์สำหรับตลาดมวลชน
แต่ Kiehl’s ตั้งอยู่ในพื้นที่ สกินแคร์ระดับ Masstige ถึง Prestige โดยสร้างอัตลักษณ์จากเส้นทางดังนี้:
ร้านขายยา → ส่วนผสม → ความเชี่ยวชาญ → การบริการส่วนบุคคล → สกินแคร์พรีเมียม
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้แบรนด์ดู เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและเข้าถึงง่าย กว่าแบรนด์เครื่องสำอางหรูหราแบบดั้งเดิมหลายราย
บรรจุภัณฑ์และอัตลักษณ์ทางภาพ
บรรจุภัณฑ์ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดของ Kiehl’s
แทนที่จะพึ่งพาภาพลักษณ์ที่หรูหราฟุ้งเฟ้อ แบรนด์กลับเลือกใช้สุนทรียศาสตร์แบบ ห้องปฏิบัติการเภสัชกรรม มาตั้งแต่อดีต
ลักษณะเด่นที่พบเห็นได้ทั่วไป ได้แก่:
- ขวดและกระปุกสีขาว
- ตัวอักษรสีดำ
- ฉลากที่ให้ข้อมูลครบถ้วน
- ภาพถ่ายผลิตภัณฑ์แบบเรียบง่าย
- ภาพประกอบพืชพรรณสไตล์วินเทจ
- องค์ประกอบที่สื่อถึงร้านขายยา
- บรรจุภัณฑ์ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความอลังการ
สิ่งนี้ส่งสารทางจิตวิทยาที่สำคัญว่า:
“เราอยู่ที่นี่เพื่อคิดค้นสกินแคร์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ขายความสวยงาม”
แม้ Kiehl’s จะเป็นแบรนด์ความงามระดับพรีเมียม แต่ภาษาทางภาพของแบรนด์จงใจลดทอนรหัสความหรูหราแบบดั้งเดิมลงอย่างมีนัยสำคัญ
กลยุทธ์การตลาด
ในมุมมองด้านการตลาด Kiehl’s มีความน่าสนใจเป็นพิเศษจากกลยุทธ์ที่ใช้
การตลาดแบบบอกต่อ
บริษัทมีชื่อเสียงจากการเน้นย้ำ การตลาดแบบปากต่อปาก (Word-of-mouth) แทนที่จะพึ่งพาการโฆษณามวลชนแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว 1
การแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ฟรีกลายเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ Kiehl’s
ตรรกะเบื้องหลังกลยุทธ์นี้เรียบง่ายมาก:
ทดลองใช้ → สัมผัสประสบการณ์ → ทำความเข้าใจ → ตัดสินใจซื้อ → แนะนำต่อ
วิธีนี้ได้ผลดีเป็นพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์สกินแคร์ เนื่องจากผู้บริโภคมักต้องการทดสอบสูตรก่อนตัดสินใจลงทุนกับสินค้าราคาพรีเมียม
การปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
ร้านค้าของ Kiehl’s เน้นย้ำเรื่องพนักงานที่มีความรู้และคำแนะนำที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลมาโดยตลอด
สิ่งนี้สร้างความรู้สึกให้ผู้บริโภครับรู้ว่าตนกำลังเข้าพบ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิว ไม่ใช่เพียงแค่เดินเลือกซื้อของในร้านเครื่องสำอางธรรมดา
ความยั่งยืน
ความยั่งยืนได้กลายเป็นส่วนสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลยุทธ์แบรนด์ยุคใหม่ของ Kiehl’s
ปัจจุบัน Kiehl’s เรียกโครงการนี้ว่า “Mission Renewal” ซึ่งมุ่งเน้นในด้านต่างๆ เช่น:
- การลดผลกระทบจากบรรจุภัณฑ์
- การเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล
- การปรับปรุงการจัดหาวัตถุดิบ
- การเพิ่มความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพ
- การใช้พลังงานหมุนเวียน
- ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
- โครงการรีไซเคิล
ตัวอย่างเช่น Kiehl’s รายงานว่าปัจจุบัน 34% ของบรรจุภัณฑ์ทำจากพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค ขณะที่ 71% ของส่วนผสมมาจากแหล่งพืชหรือแร่ธาตุ นอกจากนี้ยังรายงานค่าเฉลี่ยความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพของสูตรผลิตภัณฑ์ที่ระดับ 82% 2
ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลที่บริษัทรายงานเองและอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามการพัฒนาของโครงการ
งานการกุศลและชุมชน
การมีส่วนร่วมในชุมชนเป็นอีกส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของ Kiehl’s
แบรนด์ระบุว่าพันธกิจของตนมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนที่ให้บริการ โครงการการกุศลปัจจุบันที่ใช้ชื่อว่า Kiehl’s Gives ให้ความสำคัญกับประเด็นดังต่อไปนี้:
- การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
- สุขภาวะของเด็ก
- สิทธิของกลุ่ม LGBTQ+
Kiehl’s ระบุว่าได้ร่วมมือกับ องค์กรการกุศลมากกว่า 50 แห่งทั่วโลก 2
ประเด็นนี้มีความสำคัญเนื่องจากงานการกุศลไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นเพียงแคมเปญการตลาดสมัยใหม่เท่านั้น แต่ Kiehl’s เชื่อมโยงกิจกรรมเหล่านี้เข้ากับอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของการเป็นร้านขายยาประจำชุมชนที่ใส่ใจผู้คนรอบข้าง
ตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์
แผนผังตำแหน่งทางการตลาดแบบย่อสามารถสรุปได้ดังนี้:
| มิติ | ตำแหน่งของ Kiehl’s |
|---|---|
| ราคา | พรีเมียม |
| ตลาด | สกินแคร์ระดับ Prestige |
| มรดกทางประวัติศาสตร์ | สูงมาก |
| ภาพลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ | สูง |
| ภาพลักษณ์ธรรมชาติ/พืชพรรณ | สูง |
| ภาพลักษณ์หรูหรา/แฟชั่น | ปานกลาง |
| ภาพลักษณ์คลินิก/ผิวหนังวิทยา | ปานกลาง–สูง |
| การเข้าถึง | ค่อนข้างสูงสำหรับระดับ Prestige |
| การบริการส่วนบุคคล | สูงมาก |
| ความสนใจด้านความยั่งยืน | เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง |
| บุคลิกของแบรนด์ | แบบร้านขายยา มีความรู้ เป็นมิตร |
ดังนั้น Kiehl’s จึงตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการ สกินแคร์ระดับพรีเมียมโดยไม่มีความหรูหราเกินจริงหรือภาพลักษณ์ที่ intimidate จนเข้าถึงยาก ได้เป็นอย่างดี
กลุ่มเป้าหมาย
ในอดีต Kiehl’s ดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มกว้าง แต่กลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่นที่สุดมักให้ความสำคัญกับ:
- คุณภาพของการดูแลผิว
- ความรู้เรื่องส่วนผสม
- ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ใช้งานได้จริง
- คำแนะนำที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล
- มรดกทางประวัติศาสตร์ของแบรนด์
- ส่วนผสมจากพืชพรรณ
- ความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม
แบรนด์ยังมีจุดเด่นในเรื่อง แนวทางที่เป็นกลางทางเพศในการดูแลผิว โดยอัตลักษณ์ทางภาพและปรัชญาผลิตภัณฑ์ไม่ได้สร้างขึ้นรอบโฆษณาความงามแบบสตรีล้วนๆ เท่านั้น
บุคลิกของแบรนด์ Kiehl’s
หากเปรียบ Kiehl’s เป็นบุคคล บุคลิกของแบรนด์สามารถอธิบายได้ว่า:
มีความรู้ + มากประสบการณ์ + เน้นการใช้งานจริง + เป็นมิตร + ไม่ยึดติดขนบเดิม + ใส่ใจสังคม
แบรนด์ไม่ได้สื่อสารว่า:
“ดูสิ ฉันหรูหราแค่ไหน”
แต่สื่อสารในทำนองว่า:
“ฉันเข้าใจเรื่องการดูแลผิว ให้ฉันช่วยหาสิ่งที่เหมาะกับคุณนะ”
ความแตกต่างนี้คือหัวใจสำคัญของแบรนด์
เหตุการณ์สำคัญ
1851
Kiehl’s เริ่มต้นกิจการในฐานะร้านขายยาใน New York
ศตวรรษที่ 20
บริษัทสร้างชื่อเสียงจากความรู้ด้านเภสัชกรรม พืชพรรณ และเครื่องสำอาง
1924
Kiehl’s เริ่มแสดงข้อมูลส่วนผสมอย่างชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ 2
ทศวรรษ 1960–1970
Aaron Morse พัฒนาอัตลักษณ์ด้านพืชพรรณ วิทยาศาสตร์ และการมีส่วนร่วมชุมชนของแบรนด์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น 1
ทศวรรษ 1980–1990
Kiehl’s ขยายสาขาออกไปนอกเหนือจากร้านต้นตำรับ ขณะที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไว้
2000
L’Oréal เข้าซื้อกิจการ Kiehl’s 1
ทศวรรษ 2000–2010
Kiehl’s ขยายกิจการสู่ระดับสากลและกลายเป็นแบรนด์สกินแคร์พรีเมียมที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
ทศวรรษ 2020
แบรนด์เน้นย้ำเรื่องความยั่งยืน ระบบหมุนเวียน ความโปร่งใสของส่วนผสม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 2
2026
Kiehl’s ยังคงดำเนินงานภายใต้ L’Oréal Luxe โดยนำเสนอตนเองในฐานะแบรนด์สกินแคร์ระดับโลกที่ยังคงรักษามรดกร้านขายยา “Since 1851” ไว้ได้อย่างมั่นคง 1
สรุปภาพรวม
Kiehl’s คือแบรนด์สกินแคร์ระดับพรีเมียมจาก New York ที่วิวัฒนาการจากร้านขายยาปี 1851 สู่แบรนด์ระดับโลกในเครือ L’Oréal Luxe ด้วยการผสมผสานมรดกร้านขายยาแบบดั้งเดิม ส่วนผสมจากพืชพรรณ วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง การบริการเฉพาะบุคคล บรรจุภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ และค่านิยมที่มุ่งเน้นชุมชน
สูตรความสำเร็จของ Kiehl’s ในฐานะแบรนด์
เมื่อพิจารณา Kiehl’s จากมุมมอง การสร้างแบรนด์และการตลาด ความสำเร็จของแบรนด์สามารถสรุปเป็นลำดับขั้นได้ดังนี้:
มรดกปี 1851
↓
ความน่าเชื่อถือแบบร้านขายยา
↓
ธรรมชาติ + วิทยาศาสตร์
↓
ความโปร่งใสเรื่องส่วนผสม
↓
การให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคลและการแจกตัวอย่าง
↓
บรรจุภัณฑ์ฟังก์ชันแนลอันเป็นเอกลักษณ์
↓
การตลาดแบบบอกต่อ
↓
ตำแหน่งสกินแคร์ระดับพรีเมียม
↓
การขยายตัวระดับโลกภายใต้ L’Oréal
↓
ความยั่งยืน + ชุมชน
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Kiehl’s เป็นมากกว่าบริษัทสกินแคร์ธรรมดา: เรื่องราวผลิตภัณฑ์ ประสบการณ์หน้าร้าน บรรจุภัณฑ์ มรดกทางประวัติศาสตร์ และจุดยืนทางสังคม ล้วนเสริมสร้างอัตลักษณ์ “ร้านขายยาสมัยใหม่” ให้แข็งแกร่งไปในทิศทางเดียวกัน





