เกี่ยวกับ Sprint
Sprint Corporation เป็นบริษัทโทรคมนาคมสัญชาติอเมริกันที่ให้บริการหลักภายในสหรัฐอเมริกา โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน บริษัทได้ให้บริการที่หลากหลายทั้งโทรศัพท์ทางไกล การสื่อสารไร้สาย บริการโทรศัพท์มือถือ บรอดแบนด์ และระบบโทรคมนาคมสำหรับองค์กรธุรกิจ ก่อนที่จะสิ้นสุดสถานะความเป็นบริษัทอิสระ Sprint นับเป็นหนึ่งในสี่ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เคียงข้าง AT&T, Verizon และ T-Mobile อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมเคลื่อนที่ของประเทศ โดยเป็นผู้ริเริ่มนำเทคโนโลยีสำคัญอย่าง CDMA, 4G WiMAX, 4G LTE และ 5G มาใช้งานเชิงพาณิชย์ในช่วงแรกๆ 1
ประวัติองค์กรของ Sprint มีความซับซ้อนอย่างมาก เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจในยุคหลังเกิดจากการควบรวมกิจการ การเข้าซื้อกิจการ การปรับโครงสร้างองค์กร และการเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง รากฐานเดิมของบริษัทสามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี ค.ศ. 1899 เมื่อ Cleyson Brown ก่อตั้งบริษัท Brown Telephone Company ขึ้นในรัฐ Kansas ปัจจุบัน Sprint ไม่ได้ดำเนินการในฐานะแบรนด์อิสระอีกต่อไป เนื่องจากได้ควบรวมเข้ากับ T-Mobile US เรียบร้อยแล้วในปี ค.ศ. 2020 1
ข้อมูลสังเขป
| หมวดหมู่ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อบริษัท | Sprint Corporation |
| อุตสาหกรรม | โทรคมนาคม |
| ประเทศ | สหรัฐอเมริกา |
| สำนักงานใหญ่ | Overland Park, Kansas |
| รากฐานดั้งเดิม | Brown Telephone Company ก่อตั้งเมื่อปี 1899 |
| ธุรกิจหลัก | โทรคมนาคมไร้สาย/โทรศัพท์เคลื่อนที่ |
| ผู้ถือหุ้นใหญ่ก่อนควบรวม | SoftBank Group |
| การควบรวมครั้งสำคัญ | T-Mobile US |
| เสร็จสิ้นการควบรวม | 1 เมษายน 2020 |
| ยกเลิกแบรนด์ Sprint | 2 สิงหาคม 2020 |
| บริษัทสืบทอด | T-Mobile US |
| สัญลักษณ์หุ้นเดิม | NYSE: S |
| แบรนด์ผู้บริโภคสุดท้าย | Sprint |
| สถานะปัจจุบัน | ยุติการดำเนินกิจการในฐานะแบรนด์อิสระ |
เอกสารสำหรับนักลงทุนของ T-Mobile ได้บันทึกการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทตามลำดับไว้ว่า ประกอบด้วย United Utilities, United Telecommunications, Sprint Corporation, Sprint Nextel Corporation และกลับมาเป็น Sprint Corporation อีกครั้ง
จุดกำเนิดและยุคเริ่มต้น (1899–ทศวรรษ 1980)
ประวัติศาสตร์ของ Sprint เริ่มต้นขึ้นก่อนหน้าที่จะมีการใช้ชื่อนี้เป็นเวลานาน โดยในปี ค.ศ. 1899 Cleyson Brown ได้ก่อตั้ง Brown Telephone Company ขึ้นในเมือง Abilene รัฐ Kansas ซึ่งในระยะแรกเน้นให้บริการแก่ชุมชนในพื้นที่ชนบทก่อนจะค่อยๆ ขยายกิจการโทรศัพท์ออกไป
ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา กิจการได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อและโครงสร้างองค์กรหลายครั้ง จาก Brown Telephone Company กลายเป็น United Telephone Company, United Telephone and Electric, United Utilities และ United Telecommunications ตามลำดับ จนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษ 1970 United Telecommunications ได้เติบโตเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่มีความสำคัญของสหรัฐอเมริกา ลำดับประวัติศาสตร์นี้มีความสำคัญเนื่องจากแสดงให้เห็นว่า Sprint ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะบริษัทไร้สายตั้งแต่ต้น แต่มีรากฐานมาจากธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐานแบบมีสาย
การก่อกำเนิดแบรนด์ Sprint
อัตลักษณ์ของ Sprint ในยุคใหม่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมสู่การแข่งขันในตลาดโทรศัพท์ทางไกล บริษัท前身ที่สำคัญคือ Southern Pacific Communications ซึ่งดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมทางไกลและต่อมาได้เชื่อมโยงกับแบรนด์ Sprint
Sprint สร้างชื่อเสียงอย่างมากจากบริการโทรศัพท์ทางไกล ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 บริษัทต้องแข่งขันกับ AT&T และผู้ให้บริการรายอื่นๆ ในขณะที่ตลาดโทรคมนาคมสหรัฐฯ เริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้น ชื่อของ Sprint จึงกลายเป็นคำที่สื่อถึงความหมายของการโทรทางไกลและเทคโนโลยีโทรคมนาคมในยุคนั้น
การขยายตัวสู่บริษัทโทรคมนาคมครบวงจร
ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 Sprint ได้ขยายขอบเขตการให้บริการไปไกลกว่าแค่โทรศัพท์ทางไกล โดยพัฒนาธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งการโทรทางไกล โทรคมนาคมสำหรับองค์กร การสื่อสารข้อมูล การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต บริการโทรศัพท์ท้องถิ่น การสื่อสารไร้สาย และบรอดแบนด์ ทำให้ Sprint เปลี่ยนผ่านจากบริษัทโทรศัพท์ดั้งเดิมไปสู่บริษัทโทรคมนาคมที่มีความหลากหลาย ในปี ค.ศ. 1992 United Telecommunications จึงได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น Sprint Corporation
Sprint PCS และการปฏิวัติวงการไร้สาย
หนึ่งในพัฒนาการที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Sprint คือการเข้าสู่ตลาดโทรคมนาคมไร้สายในระดับมวลชน ผ่านการจัดตั้ง Sprint PCS ซึ่งเติบโตเป็นผู้ให้บริการไร้สายรายใหญ่ของสหรัฐฯ การเติบโตของ Sprint PCS เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสความนิยมของโทรศัพท์มือถือที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 และ 2000
เครือข่ายไร้สายของ Sprint ใช้เทคโนโลยี CDMA ซึ่งทำให้ต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการรายใหญ่รายอื่นโดยตรง นี่คือยุคที่ตลาดมือถืออเมริกันเริ่มเปลี่ยนจากบริการเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจมาเป็นสินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไป Sprint จึงเป็นที่จดจำจากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เสียงไร้สาย ข้อความ SMS ข้อมูลมือถือ แพ็กเกจทั่วประเทศ และบริการไร้สายสำหรับองค์กร
ยุค Sprint Nextel
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2005 เมื่อ Sprint ควบรวมกิจการกับ Nextel Communications บริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ใช้ชื่อว่า Sprint Nextel Corporation Nextel มีชื่อเสียงจากบริการ Push-to-talk ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สื่อสารกันได้ทันทีคล้ายวิทยุสื่อสาร การควบรวมครั้งนี้ทำให้ Sprint มีฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นและรวบรวมเทคโนโลยีไร้สายสองรูปแบบไว้ด้วยกัน ในช่วงดังกล่าวบริษัทใช้เอกลักษณ์สีเหลือง-ดำที่เป็นลักษณะเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม การบูรณาการ Sprint และ Nextel เข้าด้วยกันเป็นเรื่องยาก เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีเทคโนโลยีเครือข่าย ฐานลูกค้า และวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน เครือข่าย iDEN ของ Nextel ก็ล้าสมัยไปในที่สุดเมื่ออุตสาหกรรมหันไปใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัยกว่า
การทดลองใช้เทคโนโลยี WiMAX
Sprint มีบทบาทสำคัญในช่วงต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีไร้สาย 4G โดยลงทุนมหาศาลใน WiMAX ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงในยุคแรกเริ่ม บริการ WiMAX ของ Sprint ทำตลาดภายใต้แบรนด์ Sprint 4G และเกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่ดำเนินงานร่วมกับ Clearwire
ในเวลานั้น WiMAX ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางที่เป็นไปได้สู่บรอดแบนด์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ แต่อุตสาหกรรมโดยรวมกลับลงเอยด้วยการเลือกใช้มาตรฐาน LTE แทน ซึ่งกลายเป็นความท้าทายเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ของ Sprint ที่ได้ลงทุนหนักในเทคโนโลยีที่พ่ายแพ้ต่อ LTE ในเวทีอุตสาหกรรม
การเข้าถือครองโดย SoftBank
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2013 เมื่อ SoftBank บริษัทโทรคมนาคมและเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น เข้าถือหุ้นใหญ่ใน Sprint เพื่อขยายธุรกิจโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หลังการทำธุรกรรมเสร็จสิ้น บริษัทได้กลับมาใช้ชื่อ Sprint Corporation แทนที่ Sprint Nextel Corporation โดย SoftBank กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอิทธิพลเชิงกลยุทธ์ต่อบริษัท
ปัญหาเครือข่ายและการแข่งขัน
ในช่วงทศวรรษ 2010 Sprint ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจาก Verizon Wireless, AT&T Mobility และ T-Mobile US พร้อมทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ ได้แก่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีเก่าอย่าง iDEN และ WiMAX ไปสู่ LTE การต้องใช้เงินทุนมหาศาลเพื่อขยายและปรับปรุงเครือข่าย การถูก T-Mobile แย่งชิงลูกค้าด้วยกลยุทธ์ราคา และการสะสมภาระหนี้สินจำนวนมาก ส่งผลให้แม้ Sprint จะยังคงเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ แต่ตำแหน่งทางการแข่งขันก็อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง
การควบรวมกับ T-Mobile
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2018 T-Mobile US และ Sprint ประกาศข้อตกลงควบรวมกิจการด้วยมูลค่าประมาณ 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 1 ข้อเสนอ nàyก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ฝ่ายสนับสนุนแย้งว่าการรวมสินทรัพย์คลื่นความถี่และเครือข่ายของ Sprint เข้ากับ T-Mobile จะช่วยสร้างคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้นต่อกรกับ AT&T และ Verizon รวมถึงเร่งการติดตั้งเครือข่ายรุ่นใหม่ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกังวลว่าการลดจำนวนผู้ให้บริการรายใหญ่จากสี่เหลือสามรายอาจลดทอนการแข่งขันและทำให้ราคาสูงขึ้น กระบวนการอนุมัติจึงต้องผ่านการตรวจสอบด้านกฎระเบียบและกฎหมายอย่างเข้มข้น 2
การสิ้นสุดสถานะบริษัทอิสระ
การควบรวมเสร็จสิ้นลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2020 โดย T-Mobile เป็นบริษัทที่คงอยู่ ส่วน Sprint สิ้นสุดสถานะการเป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนซื้อขาย หุ้นเดิมของ Sprint หยุดการซื้อขาย และบริษัทร่วมกันดำเนินการภายใต้ชื่อ T-Mobile US และสัญลักษณ์หุ้น TMUS
แบรนด์ Sprint ยังคงปรากฏให้เห็นในช่วงสั้นๆ ระหว่างการบูรณาการ จนกระทั่งวันที่ 2 สิงหาคม 2020 T-Mobile ได้ดำเนินการรวมแบรนด์และการดำเนินงานทั่วประเทศภายใต้ชื่อ T-Mobile เสร็จสมบูรณ์ ร้านค้าของ Sprint ถูกเปลี่ยนป้ายเป็น T-Mobile ดังนั้นในภาพรวม Sprint จึงควบรวมเข้ากับ T-Mobile และถูกปลดระวางแบรนด์ไปในที่สุด
ความสำคัญต่อวงการโทรคมนาคมสหรัฐฯ
แม้ Sprint จะไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป แต่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก ในฐานะหนึ่งในผู้ให้บริการไร้สายทั่วประเทศที่มีส่วนสร้างตลาดสี่ผู้ให้บริการในสหรัฐฯ การใช้เทคโนโลยี CDMA ที่มีผลต่อการกำหนดมาตรฐานเครือข่ายไร้สายอเมริกัน การเป็นผู้สนับสนุน WiMAX รายใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่บรอดแบนด์เคลื่อนที่ การสืบทอดบริการ Push-to-talk จาก Nextel และการสะสมสินทรัพย์คลื่นความถี่จำนวนมากโดยเฉพาะผ่านความสัมพันธ์กับ Clearwire ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้รวมถึงคลื่นย่านกลาง (mid-band spectrum) ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ 5G ของ T-Mobile ในเวลาต่อมา กล่าวคือ แม้แบรนด์ Sprint จะหายไป แต่โครงสร้างพื้นฐานและคลื่นความถี่ยังคงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผ่าน T-Mobile
บริษัทย่อยและแบรนด์ในเครือ
ตลอดประวัติศาสตร์ Sprint มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจและแบรนด์สำคัญหลายแห่ง ได้แก่:
- Sprint PCS: ธุรกิจไร้สายสำหรับผู้บริโภคที่เป็นรากฐานของการดำเนินงานมือถือ
- Nextel: เข้าซื้อในปี 2005 มีชื่อเสียงด้านบริการ Push-to-talk
- Clearwire: บริษัทบรอดแบนด์ไร้สายที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ WiMAX
- Boost Mobile: แบรนด์ไร้สายแบบเติมเงินที่อยู่คู่กับ Sprint มายาวนาน
- Virgin Mobile USA: ธุรกิจไร้สายแบบเติมเงินอีกราย
- Assurance Wireless: บริการไร้สายภายใต้โครงการ Lifeline ที่รวมอยู่ในดีลควบรวม
ภายหลังการควบรวม ธุรกิจแบบเติมเงินบางส่วนถูกแยกออก โดยรายงานประจำปีของ T-Mobile ระบุว่า DISH ได้เข้าซื้อกิจการ Boost Mobile และธุรกิจไร้สายแบบเติมเงินของ Sprint ในเดือนกรกฎาคม 2020 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขด้านกฎระเบียบ
ไทม์ไลน์การเปลี่ยนชื่อองค์กร
ลำดับการเปลี่ยนชื่อบริษัทสะท้อนถึงความซับซ้อนของประวัติศาสตร์ Sprint ได้ดังนี้:
- 1899 — ก่อตั้ง Brown Telephone Company
- ยุค United Telephone / United Utilities
- United Telecommunications
- 1992 — เปลี่ยนเป็น Sprint Corporation
- 2005 — เปลี่ยนเป็น Sprint Nextel Corporation
- 2013 — กลับมาใช้ชื่อ Sprint Corporation
- 2013 — SoftBank เข้าถือหุ้นใหญ่
- 2018 — ประกาศควบรวมกับ T-Mobile
- 1 เมษายน 2020 — เสร็จสิ้นการควบรวม
- 2 สิงหาคม 2020 — ปลดระวางแบรนด์ Sprint ทั่วประเทศ
เอกลักษณ์และตราสินค้า
Sprint มีการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางภาพหลายครั้ง โลโก้ในยุคใหม่ที่รู้จักกันดีที่สุดคือสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์รัศมีสีเหลืองคู่กับคำว่า “Sprint” ส่วนในยุค Sprint Nextel จะเน้นการใช้สีดำและเหลืองเป็นหลัก โลโก้สีเหลืองนี้เป็นที่จดจำในตลาดมือถืออเมริกันช่วงทศวรรษ 2000 และ 2010 แบรนด์มักสื่อถึงความรวดเร็ว การเชื่อมต่อไร้สาย เทคโนโลยี ราคาที่แข่งขันได้ และบริการทั่วประเทศ ตัวชื่อ “Sprint” เองก็เหมาะสมกับการตลาดโทรคมนาคมเพราะสื่อถึงความเร็วและการเคลื่อนไหว
ตารางเปรียบเทียบ Sprint กับ T-Mobile
| Sprint | T-Mobile |
|---|---|
| บริษัทโทรคมนาคมสหรัฐฯ | บริษัทโทรคมนาคมสหรัฐฯ |
| ผู้ให้บริการไร้สายรายใหญ่ | ผู้ให้บริการไร้สายรายใหญ่ |
| มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ในรัฐ Kansas | บริษัทย่อยในสหรัฐฯ ของ Deutsche Telekom |
| SoftBank เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ | อยู่ภายใต้การควบคุมของ Deutsche Telekom |
| มีประวัติศาสตร์ด้าน CDMA/WiMAX ที่เข้มแข็ง | มีประวัติศาสตร์ด้าน GSM/LTE ที่เข้มแข็ง |
| เผชิญปัญหาทางการเงินในช่วงปลายทศวรรษ 2010 | เข้าซื้อกิจการ Sprint |
| ควบรวมในปี 2020 | เป็นบริษัทที่คงอยู่ |
| แบรนด์ถูกปลดระวางในปี 2020 | ดำเนินการต่อในฐานะแบรนด์ผู้บริโภค |
การควบรวมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผสานเครือข่ายและสินทรัพย์คลื่นความถี่ของ Sprint เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจและเครือข่ายของ T-Mobile 2
สถานะของลูกค้า Sprint เดิม
เมื่อเกิดการควบรวม ลูกค้าของ Sprint ไม่ได้สูญเสียบริการแต่อย่างใด T-Mobile ได้ดำเนินการบูรณาการลูกค้า ร้านค้า ระบบ แพ็กเกจ อุปกรณ์ และทรัพยากรเครือข่ายอย่างเป็นขั้นตอน ร้านค้า Sprint ถูกแปลงเป็นร้านค้า T-Mobile และลูกค้าถูกย้ายเข้าสู่ระบบของบริษัทใหม่ เครือข่ายเดิมของ Sprint ก็ถูกผนวกเข้ากับเครือข่าย T-Mobile อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นในปัจจุบัน Sprint จึงควรเข้าใจในฐานะแบรนด์ทางประวัติศาสตร์และอดีตบริษัท มิใช่ผู้ให้บริการไร้สายในปัจจุบัน
มรดกทางอุตสาหกรรม
มรดกของ Sprint มีความพิเศษตรงที่แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในฐานะบริษัทอิสระ แต่มีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมตลาดโทรคมนาคมสหรัฐฯ ประวัติศาสตร์ของบริษัทครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านสำคัญตั้งแต่โทรศัพท์พื้นฐาน โทรคมนาคมทางไกล โทรศัพท์มือถือ ดิจิทัลไร้สาย 3G 4G จนถึง 5G และยังถือเป็นหนึ่งในการควบรวมกิจการที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมไร้สายสมัยใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันจากผู้ให้บริการรายใหญ่สี่รายเหลือเพียงสามราย ได้แก่ AT&T, Verizon และ T-Mobile
สถานะปัจจุบัน
ณ ปี ค.ศ. 2026 ไม่มีผู้ให้บริการไร้สายทั่วประเทศในสหรัฐฯ ที่ดำเนินการภายใต้แบรนด์ Sprint อีกต่อไป การควบรวมองค์กรเสร็จสิ้นในปี 2020 และแบรนด์สำหรับผู้บริโภคถูกปลดระวางในเวลาต่อมา โดยมี T-Mobile เป็นบริษัทสืบทอด อย่างไรก็ตาม มรดกของ Sprint ยังคงอยู่ใน T-Mobile ผ่านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย คลื่นความถี่ ลูกค้า พนักงาน เทคโนโลยี และสินทรัพย์อื่นๆ ที่ได้รับสืบทอดมา ในเชิงประวัติศาสตร์ Sprint จึงนิยามได้ว่า เป็นอดีตบริษัทโทรคมนาคมและไร้สายรายใหญ่ของอเมริกาที่มีรากฐานตั้งแต่ปี 1899 เติบโตเป็นผู้ให้บริการมือถือระดับชาติรายใหญ่ ถูก SoftBank เข้าถือครองในปี 2013 และควบรวมเข้ากับ T-Mobile ในปี 2020





