เกี่ยวกับ Oris
Oris เป็นแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระจากสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1904 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Hölstein, Switzerland บริษัทมุ่งเน้นการผลิตเฉพาะนาฬิกาข้อมือระบบกลไก (Mechanical) โดยมีความโดดเด่นจากการเป็นบริษัทอิสระ การวิศวกรรมที่ใช้งานได้จริง และการวางตำแหน่งสินค้าเป็นความหรูหราที่เข้าถึงได้ง่าย แทนที่จะเป็นนาฬิการะดับไฮเอนด์สุดพิเศษ12
Oris ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการนาฬิกาดำน้ำ นาฬิกาการบิน นาฬิกามอเตอร์สปอร์ต และนาฬิกาใช้งานประจำวัน โดยคอลเลกชันหลักได้แก่ Aquis, Divers, Big Crown, ProPilot และ Artelier จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของแบรนด์คือ โรเตอร์สีแดง (Red Rotor) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางสายตาของความเป็นนาฬิกากลไกของ Oris2
ข้อมูลสรุป
| หมวดหมู่ | ข้อมูล |
|---|---|
| แบรนด์ | Oris |
| ชื่อบริษัทเต็ม | Oris SA |
| ก่อตั้งเมื่อ | 1 มิถุนายน 1904 |
| ผู้ก่อตั้ง | Paul Cattin และ Georges Christian |
| สำนักงานใหญ่ | Hölstein, Basel-Landschaft, Switzerland |
| อุตสาหกรรม | การผลิตนาฬิกาสวิส |
| ผลิตภัณฑ์ | นาฬิกาข้อมือและนาฬิกาตั้งโต๊ะระบบกลไก |
| สถานะความเป็นเจ้าของ | อิสระ |
| ประเภทกลไกหลัก | ระบบกลไก อัตโนมัติ และไขลานด้วยมือ |
| เป็นที่รู้จักจาก | นาฬิกาดำน้ำ, นาฬิกา นักบิน, นวัตกรรมกลไก |
| ฟีเจอร์เอกลักษณ์ | โรเตอร์สีแดง |
| คอลเลกชันหลัก | Aquis, Divers, Big Crown, ProPilot, Artelier |
| ปรัชญา/คำขวัญ | “Things have to make sense” (ทุกอย่างต้องสมเหตุสมผล) |
| เว็บไซต์ | oris.ch |
Oris ระบุปรัชญาของบริษัทว่าคือการผลิตนาฬิกาสวิสคุณภาพสูงที่มีฟังก์ชันการใช้งานที่เป็นประโยชน์ ในราคาที่จับต้องได้2
จุดเริ่มต้น
Oris ก่อตั้งขึ้นในหมู่บ้าน Hölstein เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 1904 โดยช่างทำนาฬิกาชื่อ Paul Cattin และ Georges Christian ผู้ก่อตั้งทั้งสองได้เข้าซื้อโรงงานนาฬิกา Lohner & Co. ที่เพิ่งปิดกิจการไปเพื่อเริ่มธุรกิจใหม่ โดยใช้ชื่อแบรนด์ตามลำธารใกล้ ๆ โรงงาน1
ต่างจากแบรนด์สวิสหลายแห่งที่ถูกควบรวมเข้ากับกลุ่มบริษัทหรูข้ามชาติ Oris ยังคงรักษาสำนักงานใหญ่ไว้ที่ Hölstein และเน้นย้ำถึงตัวตนความเป็นอิสระ รูปแบบธุรกิจดั้งเดิมผสมผสานทักษะการทำนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิมเข้ากับการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างนาฬิกาที่เชื่อถือได้ในราคาแข่งขันได้3
การเติบโตในยุคแรก: 1904–1930s
Oris ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษแรก ในปี 1904 บริษัทมีพนักงานประมาณ 67 คน ต่อมาในปี 1911 กลายเป็นนายจ้างรายใหญ่ที่สุดใน Hölstein ด้วยจำนวนพนักงานมากกว่า 300 คน จากนั้นจึงมีการจัดตั้งฐานการผลิตเพิ่มเติมในเมือง Holderbank, Como, Courgenay, Herbetswil และ Ziefen1
ในช่วงแรก บริษัทมุ่งเน้นการผลิตนาฬิกาพก ซึ่งครองตลาดการบอกเวลาส่วนบุคคลในต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อความนิยมของนาฬิกาข้อมือเพิ่มขึ้น Oris จึงปรับสายการผลิตให้สอดคล้องกัน และเริ่มสนใจในวงการการบิน จนกลายเป็นแบรนด์ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับนาฬิกานักบิน
Big Crown และวงการการบิน
ในปี 1938 Oris ได้เปิดตัวรุ่น Big Crown ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีไซน์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของบริษัท ชื่อรุ่นนี้มาจากเม็ดมะยมขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งเป็นฟีเจอร์เชิงหน้าที่ที่ช่วยให้นักบินสามารถปรับเวลาได้ขณะสวมถุงมือ ดีไซน์นี้สะท้อนแก่นแท้ของปรัชญา Oris คือ ความซับซ้อนของกลไกและฟีเจอร์การออกแบบต้องรับใช้วัตถุประสงค์เชิงปฏิบัติ
แนวคิดของ Big Crown ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Oris มายาวนานกว่าแปดทศวรรษ และช่วยสร้างภาพจำที่ยั่งยืนของแบรนด์ในวงการการบินและนาฬิกานักบิน2
กฎหมายอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส (Swiss Watch Statute)
ในปี 1934 สวิตเซอร์แลนด์ได้ประกาศใช้ Watch Statute ซึ่งเป็นกรอบกฎระเบียบเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมนาฬิกาในประเทศ ข้อกำหนดหนึ่งคือการจำกัดไม่ให้ผู้ผลิตนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ในช่วงเวลานั้น Oris มีความเชื่อมโยงเป็นพิเศษกับกลไกแบบ Pin-lever (Roskopf-type) ในขณะที่คู่แข่งบางรายได้เปลี่ยนไปใช้ระบบ Lever escapement แล้ว ข้อจำกัดเหล่านี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมเกิดข้อเสียเปรียบทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อ Oris เป็นเวลาหลายทศวรรษ1
บริบททางกฎระเบียบนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไม Oris จึงเน้นหนักไปที่การผลิตนาฬิกากลไกเชิงอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่า แทนที่จะวางตำแหน่งตัวเองเพียงอย่างเดียวในด้านเทคนิค Haute horlogerie เช่น Rolex, Omega หรือ Patek Philippe
วิกฤตควอตซ์
ช่วงทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980 เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมนาฬิกากลไกของสวิตเซอร์แลนด์ นาฬิกาควอตซ์จากญี่ปุ่นนำเสนอความแม่นยำสูงในราคาต่ำ ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลาดโลกอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับผู้ผลิตสวิสดั้งเดิมหลายราย Oris เผชิญกับความยากลำบากทางการเงินอย่างรุนแรงและมีความเสี่ยงที่จะหายไปจากตลาดในช่วงเวลานี้
การซื้อกิจการโดยผู้บริหารในปี 1982
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1982 เมื่อผู้บริหาร Rolf Portmann และ Ulrich W. Herzog เข้าซื้อกิจการผ่านกระบวนการ Management buyout ทำให้ Oris กลับมาเป็นบริษัทอิสระอีกครั้ง4 ทีมบริหารใหม่ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างเด็ดขาดที่จะมุ่งเน้นเฉพาะนาฬิกากลไกเท่านั้น ซึ่งเป็นท่าทีที่สวนกระแสในยุควิกฤตควอตซ์ ภายในต้นทศวรรษ 1990 Oris ผลิตเฉพาะนาฬิกากลไกเท่านั้น2 การตัดสินใจนี้ได้กำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์สมัยใหม่ขึ้นมา
ความเป็นอิสระในฐานะจุดขายหลัก
ความเป็นอิสระเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Oris แตกต่างจากแบรนด์อื่นในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส ในขณะที่แบรนด์อย่าง Rolex มีโครงสร้างอิสระ แต่แบรนด์อื่นมักสังกัดกลุ่มบริษัทใหญ่เช่น Swatch Group, Richemont หรือ LVMH ส่วน Oris ยังคงเป็นบริษัทอิสระ แบรนด์อธิบายสถานะนี้ว่าช่วยให้ “เดินในเส้นทางของตัวเอง” ได้1
แทนที่จะแข่งตรง ๆ กับ Maison หรูหราที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ Oris วางตำแหน่งตัวเองรอบ ๆ การผลิตนาฬิกากลไก วิศวกรรมเชิงหน้าที่ ดีไซน์ที่แข็งแรง การผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ นวัตกรรม ราคาที่เข้าถึงได้ค่อนข้างดี ความเป็นตัวของตัวเอง และความเป็นอิสระ
โรเตอร์สีแดง (The Red Rotor)
โรเตอร์อัตโนมัติสีแดง เป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่จดจำได้ง่ายที่สุดของกลไก Oris สมัยใหม่ ในปี 2002 Oris ได้จดทะเบียน Red Rotor เป็นเครื่องหมายการค้า โดยใช้เป็นสัญลักษณ์ของปรัชญากลไกของแบรนด์2 นอกเหนือจากการสร้างแบรนด์แล้ว โรเตอร์คือชิ้นส่วนทำงานในกลไกอัตโนมัติที่ทำหน้าหมุนเพื่อสปริงลาน สีแดงช่วยให้ระบุตัวตนได้ทันที สำหรับนักสะสมจำนวนมาก การเห็นโรเตอร์สีแดงผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์คือวิธีเร็วที่สุดในการระบุว่านั่นคือนาฬิกา Oris
คอลเลกชันนาฬิกาสายหลัก
Oris สมัยใหม่ถูกแบ่งออกเป็นคอลเลกชันหลักหลายกลุ่ม
Aquis
Aquis เป็นคอลเลกชันนาฬิกาดำน้ำสไตล์มืออาชีพสมัยใหม่ของ Oris และเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่สำคัญที่สุด ตัวแทนของความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการผลิตนาฬิกากลไกที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน รุ่น Aquis มักมาพร้อมความสามารถกันน้ำระดับสูง ขอบหมุนสำหรับดำน้ำ เข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงเรืองแสง ตัวเรือนทนทาน กลไกอัตโนมัติ และดีไซน์ที่เน้นกิจกรรมกีฬา
Divers
ตระกูล Divers ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากดีไซน์นาฬิกาดำน้ำในอดีตของ Oris รุ่น Divers Sixty-Five ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากโมเดลยุค 1960 ผสมผสานความคลาสสิกย้อนยุคเข้ากับโครงสร้างสมัยใหม่อย่างจงใจ และเป็นหนึ่งในนาฬิกาสไตล์เรโทรที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแบรนด์
Big Crown
Big Crown เป็นตระกูลนาฬิกาการบินเชิงประวัติศาสตร์ของ Oris ซึ่งมีรากฐานมาจากนาฬิกานักบินปี 1938 ที่มีเม็ดมะยมขนาดใหญ่ นาฬิกา Big Crown สมัยใหม่ครอบคลุมตั้งแต่รุ่นเรียบง่ายสำหรับใส่ทุกวัน ไปจนถึงรุ่นที่มีความซับซ้อนสำหรับนักบิน ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดของการที่ Oris เปลี่ยนฟีเจอร์ดีไซน์ในอดีตให้เป็นอัตลักษณ์แบรนด์ระยะยาว
ProPilot
ตระกูล ProPilot แสดงให้เห็นด้านเทคนิคและทันสมัยของนาฬิกาการบิน Oris ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Big Crown ProPilot Altimeter เปิดตัวในปี 2014 ซึ่ง Oris อธิบายว่าเป็นนาฬิกากลไกอัตโนมัติเรือนแรกของโลกที่มีเครื่องวัดความสูงเชิงกล (Mechanical altimeter)2
Artelier
คอลเลกชัน Artelier แสดงให้เห็นด้านทางการและคลาสสิกของ Oris เมื่อเทียบกับ Aquis หรือ ProPilot นาฬิกา Artelier จะมีตัวเรือนที่ดูสุภาพกว่า ดีไซน์ที่เรียบหรู ฟังก์ชันเสริม (Complications) การจัดวางหน้าปัดแบบดั้งเดิม และการเน้นความสง่างามมากขึ้น ซึ่งพิสูจน์ว่า Oris ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตนาฬิกาสปอร์ตเท่านั้น
นวัตกรรมกลไก
แม้ว่า Oris จะไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Haute horlogerie ระดับเดียวกับ Patek Philippe หรือ Vacheron Constantin แต่แบรนด์ก็ได้พัฒนาเทคโนโลยีกลไกที่น่าสังเกตหลายอย่าง
ในปี 2014 เนื่องในโอกาสครบรอบ 110 ปี Oris ได้แนะนำ Calibre 110 ซึ่งเป็นกลไกไขลานด้วยมือที่มี สำรองพลังงาน 10 วัน ตัวบ่งชี้พลังงานสำรองแบบไม่เชิงเส้น และสถาปัตยกรรมที่พัฒนาภายในองค์กรเอง นี่เป็นกลไก In-house ที่พัฒนาใหม่ครั้งแรกในรอบประมาณ 35 ปีของ Oris และเปิดฉากเจเนอเรชันใหม่ของการพัฒนากลไกของตนเอง1
Worldtimer
ในปี 1997 Oris แนะนำ Worldtimer ซึ่งมีความสามารถในการปรับเวลาท้องถิ่นเดินหน้าหรือถอยหลังครั้งละหนึ่งชั่วโมงโดยใช้ปุ่มกด (Pushers) แทนการใช้เม็ดมะยม วันที่จะปรับอัตโนมัติเมื่อเวลาท้องถิ่นผ่านเที่ยงคืน ฟังก์ชันนี้เป็นตัวอย่างของแนวทาง Oris คือ เทคโนโลยีที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติ2
Aquis Depth Gauge
เปิดตัวในปี 2013 รุ่น Aquis Depth Gauge ใช้โซลูชันเชิงกลที่อาศัยพฤติกรรมทางกายภาพของน้ำภายใต้แรงดัน แทนที่จะใช้เซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ น้ำจะไหลเข้าสู่ช่องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษผ่านรูเปิดบนนาฬิกา และแรงดันที่เกิดขึ้นจะแสดงค่าความลึกบนมาตรวัดของนาฬิกา1 สิ่งนี้ถือเป็นการประยุกต์ใช้วิศวกรรมกลไกอย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาการดำน้ำ
มอเตอร์สปอร์ต
Oris มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ในปี 2003 บริษัทได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับทีม Williams Formula 1 ซึ่งนำไปสู่การผลิตนาฬิกาธีมแข่งรถมากมายและคอลเลกชัน Oris Williams2 ความร่วมมือนี้ขยายตัวตนด้านกีฬาของ Oris ออกไปนอกเหนือจากการบินและดำน้ำ และแบรนด์ยังผลิตนาฬิกาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในวงการแข่งรถและธีมยานยนต์ต่าง ๆ อีกด้วย
การดำน้ำ
การดำน้ำเป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ Oris สมัยใหม่ บริษัทได้พัฒนาโปรเฟสชันแนลนาฬิกาดำน้ำและร่วมงานกับนักดำน้ำเพื่อนวัตกรรมเชิงปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น Oris พัฒนา Rotation Safety System สำหรับไลน์ ProDiver ซึ่งช่วยให้นักดำน้ำล็อกขอบหมุนเพื่อป้องกันการเคลื่อนที่โดยไม่ตั้งใจใต้น้ำ2 สิ่งนี้สะท้อนหลักการซ้ำ ๆ ของ Oris ว่า “ดีไซน์ต้องรับใช้ฟังก์ชัน”
โครงการด้านสิ่งแวดล้อม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Oris ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงความร่วมมือและรุ่นพิเศษที่สนับสนุนโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งนี้สอดคล้องกับความสัมพันธ์ของแบรนด์กับถิ่นกำเนิดที่ Hölstein และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยรอบ สมาคมอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส (FH) ได้เคยเน้นย้ำถึงความสำคัญของธรรมชาติและหุบเขา Waldenburg ต่อตัวตนของ Oris3
ปรัชญาแบรนด์
ปรัชญาของ Oris สรุปได้ด้วยหลักการ: “Things have to make sense” (ทุกอย่างต้องสมเหตุสมผล)2 ซึ่งทำให้ Oris แตกต่างจากแบรนด์ที่จุดขายหลักคือชื่อเสียง ทุกองค์ประกอบการออกแบบล้วนมีวัตถุประสงค์: เม็ดมะยมขนาดใหญ่ช่วยให้ใช้งานง่าย ขอบหมุนสำหรับดำน้ำใช้วัดเวลาที่ผ่านไป ฟังก์ชัน GMT หรือ Worldtimer ช่วยในการเดินทาง พลังงานสำรองที่ยาวนานช่วยเพิ่มความสะดวก และโรเตอร์สีแดงเสริมสร้างตัวตนความเป็นกลไก แนวคิดเชิงปฏิบัตินี้คือหัวใจของแบรนด์
ตำแหน่งทางการตลาด
Oris มีตำแหน่งที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส ในฐานะแบรนด์หรูกลไกอิสระที่ไม่แข่งตรง ๆ กับ Maison สุดหรู ลักษณะเด่นที่แตกต่างมีดังนี้:
| ลักษณะ | Oris |
|---|---|
| มรดกสวิส | ★★★★★ |
| ความเป็นอิสระ | ★★★★★ |
| มุ่งเน้นกลไก | ★★★★★ |
| นาฬิกาดำน้ำ | ★★★★★ |
| นาฬิกานักบิน | ★★★★★ |
| Haute horlogerie | ★★–★★★ |
| วิศวกรรมเชิงปฏิบัติ | ★★★★★ |
| ชื่อเสียงแบรนด์ | ★★★★ |
| การเข้าถึงได้ | ★★★★ |
| การปรากฏในตลาดมวลชน | ★★ |
การเปรียบเทียบกับแบรนด์สวิสอื่น
- Rolex: มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับทั่วโลกมากกว่า พร้อมตำแหน่งหรูหราและอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งกว่า
- Omega: มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าและขยายเทคโนโลยีกว้างกว่า มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์สำคัญเช่น การสำรวจอวกาศและโอลิมปิก
- Tudor: แบรนด์นาฬิกาสปอร์ตสวิสรายใหญ่ที่อยู่ใต้กลุ่ม Rolex ในขณะที่ Oris ยังคงเป็นอิสระ
- Longines: ครอบคลุมตลาดกว้างกว่าและวางตำแหน่งหรูหราแบบดั้งเดิมกว่า ขณะที่ Oris เน้นความเป็นอิสระและความดึงดูดต่อคอสะสม
- TAG Heuer: มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์กับมอเตอร์สปอร์ตและโครโนกราฟที่แข็งแกร่งกว่า; เป็นส่วนหนึ่งของ LVMH
- Oris: โฟกัสที่การผลิตนาฬิกากลไกอิสระ วิศวกรรมเชิงปฏิบัติ และดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของนักสะสม
ในขณะที่ Rolex มักถูกเชื่อมโยงกับชื่อเสียง Omega กับมรดกและเทคโนโลยี และ Tudor กับคุณค่าด้านกีฬาและ DNA ของ Rolex ส่วน Oris ถูกนิยามด้วยความอิสระ ความเป็นกลไก และฟังก์ชันการใช้งาน
สถานะในวงการสะสมนาฬิกา
ในหมู่คนรักนาฬิกา Oris ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์อิสระสวิสที่น่าสนใจ เพราะเสนอมรดกกลไกที่แท้จริงโดยไม่ต้องจ่ายแพงเท่า Maison หรูที่สุด ความน่าสนใจมาจากประวัติยาวนานกว่า 120 ปี ความเชื่อมโยงต่อเนื่องกับ Hölstein ความเป็นเจ้าของอิสระ ตัวตนกลไกที่ชัดเจน ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ นาฬิกาที่มีนวัตกรรมทางเทคนิค คอลเลกชันดำน้ำและนักบินที่ทนทาน สถาปัตยกรรมกลไกที่จดจำได้ง่าย และตำแหน่งความหรูหราที่เข้าถึงได้ ในปี 2024 Oris ฉลองครบรอบ 120 ปีแห่งการผลิตนาฬิกากลไกอิสระ2
Oris ในปัจจุบัน
ณ ปี 2026 Oris ยังคงมีสำนักงานใหญ่ใน Hölstein, Switzerland อัตลักษณ์ร่วมสมัยครอบคลุมการผลิตนาฬิกากลไกอิสระสวิส วิศวกรรมเชิงปฏิบัติ วงการการบิน ดำน้ำ มอเตอร์สปอร์ต และความหรูหราที่เข้าถึงได้ บริษัทยังคงพัฒนากลไกของตนเองควบคู่ไปกับกลไกสวิสภายนอก โดยการพัฒนาภายในองค์กรมีความสำคัญต่อตัวตนทางเทคนิคมากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะเพิ่มความพิเศษสุดขีด กลยุทธ์ระยะยาวของ Oris เน้นที่ความจริงแท้ของกลไก ความเป็นอิสระ และฟังก์ชันการใช้งาน1
ไทม์ไลน์
- 1904 — Paul Cattin และ Georges Christian ก่อตั้ง Oris ใน Hölstein
- 1911 — Oris กลายเป็นนายจ้างรายใหญ่ที่สุดใน Hölstein มีพนักงานมากกว่า 300 คน
- 1917 — Oris พัฒนา นาฬิกาข้อมือเรือนแรกออกแบบเฉพาะสำหรับนักบิน
- 1934 — Swiss Watch Statute สร้างข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่กระทบต่อ Oris
- 1938 — นาฬิกานักบิน Big Crown ต้นฉบับปรากฏตัว
- 1950s–1970s — Oris พัฒนา Calibre กลไกจำนวนมากและขยายการผลิต
- 1970s — วิกฤตควอตซ์ส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างรุนแรง
- 1982 — การซื้อกิจการโดยผู้บริหาร (Management buyout) คืนความเป็นอิสระให้ Oris
- 1980s–1990s — Oris มุ่งมั่นผลิตเฉพาะนาฬิกากลไก
- 1997 — Oris แนะนำ Worldtimer ที่มีนวัตกรรม
- 2002 — โรเตอร์สีแดง (Red Rotor) กลายเป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน
- 2003 — เริ่มพันธมิตรกับทีม Williams Formula 1
- 2009 — แนะนำ ProDiver และ Rotation Safety System
- 2013 — Aquis Depth Gauge แสดงระบบวัดความลึกเชิงกลนวัตกรรม
- 2014 — Calibre 110 นำเสนอสำรองพลังงาน 10 วัน; ตามด้วย ProPilot Altimeter
- 2016 — เจเนอเรชันผู้นำรุ่นใหม่เข้าบริหาร
- 2018 — Oris แนะนำอัตลักษณ์ทางสายตาใหม่
- 2024 — Oris ฉลองครบรอบ 120 ปีแห่งการผลิตนาฬิกากลไกอิสระ
- ปัจจุบัน — Oris ยังคงเป็นผู้ผลิตนาฬิกากลไกอิสระจากสวิตเซอร์แลนด์ ประจำการที่ Hölstein1





