เกี่ยวกับ D-nee
ภาพรวม
D-nee เป็นแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคสัญชาติไทยที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลทารกและเด็ก โดยเฉพาะน้ำยาซักผ้าเด็กและน้ำยาปรับผ้านุ่ม แบรนด์นี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1997 ภายใต้การบริหารของ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของประเทศ จากจุดเริ่มต้นในฐานะแบรนด์ซักผ้าสำหรับเด็ก D-nee ได้พัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นแบรนด์ดูแลสมาชิกในครอบครัวแบบครบวงจร (Family-care brand) ที่มีสินค้าครอบคลุมทั้งกลุ่มทารก เด็กเล็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ 1
ข้อมูลสังเขป
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชื่อแบรนด์ | D-nee (ดีนี่) |
| ประเทศต้นกำเนิด | ประเทศไทย |
| ปีที่ก่อตั้ง | 1997 |
| บริษัทแม่ | Neo Corporate Public Company Limited (NEO) |
| จุดเน้นเดิม | ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็ก |
| หมวดหมู่หลัก | ซักผ้า, ปรับผ้านุ่ม, สบู่เหลวและแชมพู, บำรุงผิว, ผลิตภัณฑ์ดูแลทารก, สินค้าสำหรับเด็ก |
| แบรนด์ย่อย/ไลน์สินค้าสำคัญ | D-nee Kids, D-nee Deluxe และซีรีส์อื่นๆ |
| ตลาดหลัก | ประเทศไทย |
| ภาพลักษณ์แบรนด์ | ความอ่อนโยน การดูแลสำหรับครอบครัว ผลิตภัณฑ์ใช้ในบ้านและดูแลส่วนบุคคล |
| ทิศทางกลยุทธ์ปัจจุบัน | ขยายจากแบรนด์สำหรับเด็กสู่แบรนด์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัย |
ประวัติและพัฒนาการ
D-nee เปิดตัวสู่ตลาดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 เมื่อ NEO ตัดสินใจขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่มสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อทารกโดยเฉพาะ โดยมีผลิตภัณฑ์เรือธงคือน้ำยาซักผ้าสำหรับเด็ก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยภายในปีแรกของการทำตลาด ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงเป็นอันดับสองของอุตสาหกรรม ส่งผลให้ D-nee กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลทารกของไทยในทันที 1
หลังจากนั้น แบรนด์ได้เริ่มขยายพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง ในปี ค.ศ. 2008 NEO ได้ต่อยอดความสำเร็จจากสินค้าซักผ้าไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Personal care) เช่น สบู่เหลวและโลชั่นทาผิวเด็ก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ D-nee ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแบรนด์ซักผ้า ไปสู่การเป็นแบรนด์ดูแลทารกที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 2
ในปี ค.ศ. 2009 มีการเปิดตัว D-nee Kids เพื่อเจาะกลุ่มเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ซึ่ง NEO ระบุว่าไลน์สินค้านี้สามารถขึ้นเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้แบรนด์สามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้แม้ลูกจะเติบโตพ้นวัยทารกแล้ว 2
ต่อมาในปี ค.ศ. 2014 D-nee ได้เพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากเข้ามาในพอร์ตโฟลิโอ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ให้ตอบโจทย์ความต้องการในชีวิตประจำวันของเด็กและครอบครัวอย่างรอบด้าน 3
ความสัมพันธ์กับ NEO
D-nee มิใช่บริษัทที่ดำเนินธุรกิจแยกต่างหาก แต่เป็นแบรนด์หลักภายใต้พอร์ตโฟลิโอของ NEO
NEO ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ในฐานะผู้ผลิต ทำการตลาด และจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย โดยมีแบรนด์ในเครือที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ Fineline, D-nee, BeNice, Eversense, TROS, Vivite, Smart, Tomi และ LovliTails ครอบคลุมธุรกิจสินค้าใช้ในบ้าน ดูแลส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและทารก ตลอดจนสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง 6
ในปัจจุบัน NEO จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2567 8
โครงสร้างทางธุรกิจจึงมีความเชื่อมโยงดังนี้:
NEO Corporate → D-nee → ผลิตภัณฑ์ดูแลทารก / เด็ก / ครอบครัว
พอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์
ในปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอของ D-nee มีความหลากหลายมากกว่าธุรกิจซักผ้าเด็กในยุคเริ่มต้น โดยหน้าเว็บไซต์ทางการของแบรนด์ได้จัดกลุ่มสินค้าออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ ดังนี้ 9
1. ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็ก
นี่คือหมวดหมู่ที่สำคัญที่สุดและเป็นรากฐานของแบรนด์ ประกอบด้วย:
* น้ำยาซักผ้าเด็กสูตรต่างๆ
* น้ำยาปรับผ้านุ่ม
* หลากหลายกลิ่นและสูตรเฉพาะ
* ผลิตภัณฑ์ซักล้างที่ออกแบบมาเพื่อผิวบอบบางของทารก
ข้อมูลจากเอกสารองค์กรปี 2569 ของ NEO ระบุว่า D-nee เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอันดับหนึ่งของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มน้ำยาซักผ้าเด็กและน้ำยาปรับผ้านุ่มมากกว่าร้อยละ 70 4 ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ส่วนแบ่งตลาดน้ำยาซักผ้าเด็กอยู่ที่มากกว่าร้อยละ 72 ในปี 2566 5
2. ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกาย
D-nee มีผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลสำหรับทารก ได้แก่:
* สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก
* แชมพูสระผมเด็ก
* ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและทำความสะอาด
การขยายเข้าสู่กลุ่มนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2551 หลังจากความสำเร็จในตลาดสินค้าซักผ้า 2
3. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเด็ก
ไลน์สกินแคร์ของแบรนด์ประกอบด้วย:
* โลชั่นทาผิวเด็ก
* เบบี้ออยล์
* แป้งเด็ก
* ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นอื่นๆ
โดยเน้นจุดขายเรื่องความอ่อนโยนและการใช้งานในชีวิตประจำวันสำหรับครอบครัว มากกว่าการวางตำแหน่งเป็นเวชสำอางหรือผลิตภัณฑ์รักษาโรคผิวหนัง 3
4. กลุ่มเด็กโต (Kids)
D-nee Kids เปิดตัวในปี 2552 สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ช่วยให้แบรนด์สามารถรักษาลูกค้าไว้ได้เมื่อเด็กเติบโตขึ้น และเปลี่ยนผ่านจาก “แบรนด์ทารก” สู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์และดูแลส่วนบุคคลสำหรับเด็ก 2
5. กลุ่มวัยทีน (Tweens)
พอร์ตโฟลิโอปัจจุบันยังครอบคลุมสินค้าสำหรับวัยทีน สะท้อนความพยายามของบริษัทในการติดตามผู้บริโภคในทุกช่วงวัย ไม่ปล่อยให้ลูกค้าหายไปเมื่อพ้นช่วงวัยเด็กเล็ก 3
6. อุปกรณ์และของใช้จำเป็นสำหรับทารก
แบรนด์ยังมีสินค้าสนับสนุนการเลี้ยงดูเด็ก เช่น:
* น้ำยาล้างขวดนม
* ผลิตภัณฑ์ล้างจาน
* ทิชชู่เปียก
* สำลีและผลิตภัณฑ์ฝ้ายสำหรับทารก
* ของใช้อื่นๆ ที่จำเป็น
ซึ่งช่วยให้ D-nee เข้าไปอยู่ในกิจวัตรประจำวันของครอบครัวที่มีเด็กเล็กได้อย่างครบวงจร 3
จุดยืนและอัตลักษณ์ของแบรนด์
แนวคิดหลักของ D-nee คือ “การดูแลที่อ่อนโยนสำหรับทุกคนในครอบครัวทุกวัน”
NEO นิยาม D-nee ว่าเป็นแบรนด์สำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว พัฒนาด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับสากล ผ่านการทดสอบเพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพ้และการระคายเคือง พร้อมเน้นย้ำเรื่องสูตรที่อ่อนโยนและความหลากหลายของกลิ่นหอม 7
ปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้บริโภคโดยเฉพาะพ่อแม่ ไม่ได้พิจารณาแค่ประสิทธิภาพการทำความสะอาดเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ:
* ความอ่อนโยนต่อผิว
* กลิ่นหอม
* ความปลอดภัย
* ความสะดวกในการใช้งาน
* ความคุ้มค่า
* ความไว้วางใจในแบรนด์
ด้วยเหตุนี้ ภาพลักษณ์ของ D-nee จึงผูกพันกับความสะอาด ความนุ่มนวล และการดูแลเอาใจใส่ต่อแม่และลูกมาโดยตลอด
การเปลี่ยนผ่านจาก “แบรนด์ทารก” สู่ “แบรนด์ครอบครัว”
พัฒนาการที่สำคัญที่สุดในยุทธศาสตร์ล่าสุดของ D-nee คือการยกระดับจากแบรนด์ที่เน้นทารกเป็นหลัก สู่การเป็นแบรนด์ร่ม (Umbrella brand) สำหรับครอบครัว
การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับอัตราการเกิดที่ลดลงในประเทศไทย หากพึ่งพาสินค้าสำหรับเด็กแรกเกิดเพียงอย่างเดียว จำนวนฐานลูกค้าจะมีแนวโน้มหดตัวตามโครงสร้างประชากร NEO จึงประกาศกลยุทธ์ชัดเจนในการยกระดับ D-nee ให้เป็น “แบรนด์ครอบครัว” โดยการขยายฐานลูกค้าไปยังเด็กโตและผู้สูงอายุ 2
เส้นทางการขยายกลุ่มเป้าหมายสามารถสรุปได้ดังนี้:
Baby → Kids → Tweens → Family → Silver Age
D-nee Deluxe: เจาะกลุ่ม Silver Age
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของกลยุทธ์นี้คือ D-nee Deluxe ซึ่งเปิดตัวในปี 2567 เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคสูงวัย (Silver Age) โดยมีแนวคิดที่ว่าผู้สูงอายุก็มีผิวที่บอบบางและแพ้ง่ายเช่นกัน จึงต้องการผลิตภัณฑ์ที่เน้นความอ่อนโยนเป็นพิเศษ 2
ผลิตภัณฑ์ในช่วงแรกของ D-nee Deluxe ประกอบด้วย:
* น้ำยาซักผ้า
* โลชั่นทาผิว
* ครีมอาบน้ำ
* น้ำยาปรับผ้านุ่ม
NEO มองว่าไลน์สินค้านี้จะช่วยสร้าง New S-Curve ให้กับแบรนด์ ในขณะที่ยังคงรักษาจุดแข็งเรื่องความอ่อนโยนไว้ได้ ทำให้ D-nee มีความแตกต่างจากแบรนด์เด็กทั่วไป เพราะใช้สถาปัตยกรรมแบรนด์เดียวกันครอบคลุมผู้บริโภคในทุกช่วงชีวิต 3
สถานะในตลาดประเทศไทย
D-nee มีความแข็งแกร่งอย่างมากในตลาดสินค้าสำหรับเด็กของไทย ข้อมูลจาก NEO ยืนยันว่า D-nee ครองตำแหน่งแบรนด์สินค้าสำหรับเด็กอันดับ 1 ของประเทศ ด้วยส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มซักผ้าและปรับผ้านุ่มเด็กที่สูงกว่าร้อยละ 70 45
ความสำเร็จในตลาดซักผ้าเด็กถือเป็นหัวใจสำคัญของขีดความสามารถในการแข่งขันของแบรนด์ แม้จะมีการขยายไปสู่กลุ่ม Personal Care ในเวลาต่อมา แต่รากฐานจากความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ซักผ้ายยังคงเป็นจุดแข็งหลัก
วิวัฒนาการของแบรนด์
ตารางสรุปเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของ D-nee:
| ปี | พัฒนาการ |
|---|---|
| 1997 | เปิดตัว D-nee เริ่มต้นด้วยน้ำยาซักผ้าเด็ก |
| 1998 | ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 ของอุตสาหกรรมภายในปีแรก |
| 2008 | ขยายสู่กลุ่มดูแลส่วนบุคคล เช่น สบู่เหลวและโลชั่น |
| 2009 | เปิดตัว D-nee Kids สำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป |
| ทศวรรษ 2010 | ขยายหมวดหมู่สินค้าดูแลเด็กและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง |
| 2014 | เข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก |
| 2024 | เปิดตัว D-nee Deluxe สำหรับกลุ่ม Silver Age |
| 2025 | ขยายโอกาสสู่กลุ่ม Young Adult และ Silver Age เพิ่มเติม |
| 2026 | NEO มุ่งมั่นผลักดัน D-nee สู่การเป็นแบรนด์ครอบครัวเต็มรูปแบบ |
ข้อมูลข้างต้นอ้างอิงจากประวัติองค์กรและการเปิดเผยข้อมูลต่อนักลงทุนของ NEO 8
การขยายตัวล่าสุด
D-nee ยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าเกินกว่ากลุ่มเด็กและทารกดั้งเดิม โดยมีการเปิดตัว Blooming Glow Series ซึ่งเป็นกลุ่มครีมอาบน้ำเพื่อเจาะตลาดวัยรุ่นตอนปลายและวัยหนุ่มสาว (Young Adult) ควบคู่ไปกับการเสริมทัพ D-nee Deluxe สำหรับผู้สูงอายุ 2
กลยุทธ์นี้ชี้ให้เห็นว่า D-nee กำลังมุ่งสร้าง Lifecycle Brand ที่สามารถอยู่กับผู้บริโภคและครอบครัวได้ตลอดทุกช่วงวัย จากเดิมที่ถูกรับรู้ว่าเป็น “สินค้าสำหรับเด็ก” ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “การดูแลที่อ่อนโยนสำหรับทุกคนในครอบครัว”
ปรัชญาและคุณค่าของแบรนด์
อัตลักษณ์การแข่งขันของ D-nee สร้างอยู่บนเสาหลักดังนี้:
ความอ่อนโยน (Gentleness)
ชื่อเสียงของแบรนด์สร้างขึ้นจากผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับทารกและผู้มีผิวแพ้ง่าย
การดูแลครอบครัว (Family Care)
D-nee นำเสนอตัวเองในฐานะแบรนด์สำหรับทุกคนในบ้าน ไม่ใช่แค่ทารก
ราคาเข้าถึงง่าย (Everyday Affordability)
ในฐานะแบรนด์ Mass Market/Premium Mass ภายใต้ NEO กลยุทธ์คือการผสมผสานราคาที่จับต้องได้เข้ากับคุณสมบัติสินค้าที่โดดเด่น 6
กลิ่นหอม (Fragrance)
กลิ่นหอมเป็นองค์ประกอบสำคัญของสินค้าซักผ้าและดูแลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะเฉพาะที่ NEO เน้นย้ำเสมอ 7
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation)
บริษัทใช้การพัฒนารูปแบบสินค้าใหม่และการเปิดเซกเมนต์ผู้บริโภคใหม่เพื่อขยายความเกี่ยวข้องของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
การจัดจำหน่ายและโมเดลธุรกิจ
D-nee ดำเนินงานภายใต้เครือข่ายการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า FMCG ขนาดใหญ่ของ NEO ซึ่งจัดตั้งฝ่ายส่งออกตั้งแต่ปี 2550 เพื่อรองรับความต้องการจากต่างประเทศ 8
สำหรับตลาดในประเทศ D-nee เป็นแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคที่วางจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ร้านสะดวกซื้อ และช่องทางอีคอมเมิร์ซชั้นนำ เช่น Central Online และ All Online ของ 7-Eleven ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายและทั่วถึง 1011
ข้อได้เปรียบเชิงแข่งขัน
ความแข็งแกร่งสูงสุดของ D-nee คือ มูลค่าตราสินค้า (Brand Equity) ในกลุ่มซักผ้าเด็ก เมื่อพ่อแม่เกิดความไว้วางใจในน้ำยาซักผ้า พวกเขามีแนวโน้มจะซื้อสินค้าอื่นตามมา ทั้งน้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่ แชมพู โลชั่น ไปจนถึงสินค้าสำหรับเด็กโตและผู้สูงอายุ
นี่คือกลยุทธ์ Brand Extension ที่ใช้ความเชื่อมั่นจากหมวดหมู่หนึ่งเพื่อเปิดประตูสู่หมวดหมู่ข้างเคียง และกลยุทธ์ D-nee Deluxe ก็เป็นการต่อยอดแนวคิดนี้ไปสู่สมาชิกครอบครัวที่สูงวัยขึ้น
ความแตกต่างจากแบรนด์เด็กทั่วไป
D-nee มีสถานะที่คาบเกี่ยวระหว่างหลายหมวดหมู่ simultaneously:
* แบรนด์ดูแลทารก
* แบรนด์ดูแลส่วนบุคคลสำหรับเด็ก
* แบรนด์ซักผ้า
* แบรนด์ดูแลครอบครัว
* แบรนด์ดูแลส่วนบุคคลสำหรับหลายเจเนอเรชัน
แม้รากเหง้าจะมาจากซักผ้าเด็ก แต่กลยุทธ์องค์กรในปัจจุบันมีขอบเขตกว้างไกลกว่านั้นมาก
ความสำคัญต่อ NEO
D-nee เป็นหนึ่งในแบรนด์เรือธงของ NEO เคียงข้าง Fineline, BeNice และ Eversense 6 แบรนด์นี้มอบตำแหน่งที่แข็งแกร่งในตลาด “แม่และเด็ก” ให้กับบริษัท ซึ่งช่วยเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอโดยรวมที่ครอบคลุมทั้งซักผ้า ดูแลส่วนบุคคล ของใช้ในบ้าน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ
D-nee จึงมีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่เป็นผู้นำในหลายหมวดหมู่ (Multi-category leader) แทนที่จะพึ่งพาเพียงสินค้าชนิดเดียว
อัตลักษณ์ในปัจจุบัน
ณ ปี 2569 D-nee ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงบริษัทน้ำยาซักผ้าเด็กอีกต่อไป แต่เป็น แบรนด์ FMCG ดูแลครอบครัวสัญชาติไทย ที่มีรากฐานประวัติศาสตร์มาจากผลิตภัณฑ์ซักผ้าและดูแลส่วนบุคคลสำหรับเด็ก
วิวัฒนาการของแบรนด์สรุปได้ดังนี้:
1997: ซักผ้าเด็ก ↓
2008: ดูแลส่วนบุคคลเด็ก ↓
2009: เด็กโต (Kids) ↓
ทศวรรษ 2010: สินค้าเด็ก/ครอบครัวกว้างขึ้น ↓
2024: Silver Age / D-nee Deluxe ↓
2025–2026: วัยรุ่น/ผู้ใหญ่ + แบรนด์ครอบครัวหลายเจเนอเรชัน
การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปอย่างมีเจตนา: NEO ต้องการลดผลกระทบจากอัตราการเกิดที่ต่ำลง โดยการทำให้ D-nee เกี่ยวข้องกับเด็กโตและผู้สูงอายุ เพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งหมดให้กว้างขึ้น 2
References
- D-nee | NEO Corporate
- D-nee Deluxe response to the senior population | NEO Corporate
- ข่าวแจ้งสื่อมวลชน | Neo Corporate Public Company Limited (NEO)
- Dan-Pattie & Twins: New Presenters for D-nee | NEO Corporate
- Dan-Pattie & Twins: New Presenters for D-nee | NEO Corporate
- เจาะลึกเส้นทางความสำเร็จของ Neo Corporate เบื้องหลังผู้ทำการตลาดผลิตและจัดจำหน่ายแบรนด์ Fineline, D-nee, BeNice และอื่นๆ ที่ล้วนอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย [ADVERTORIAL] – THE STANDARD
- D-nee Organic Sweet Dream Baby Lotion โลชั่นบำรุงผิวลูกน้อย ให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น พร้อมกลิ่นหอมผ่อนคลาย การันตีด้วยรางวัล ปี 2023 – Amarin Baby & Kids
- Neo Corporate Public Company Limited
- Neo Corporate Public Company Limited
- D-NEE | Official Store
- 7eleven.co.th





